นำเข้าแม่พันธุ์ไก่แก้ไข่แพง


มาร์คชี้เอ๊กบอร์ดบริหารงานพลาด

แก้ปัญหา”ไข่มาร์ค”แพง ครม.ไฟเขียว นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เสรี ซัดเอ้กบอร์ดผิดพลาด ให้ ม.เกษตร เร่งตรวจสอบอุดรูโหว่”ธีระ”เหน็บ หากไข่ล้นตลาด จัดทำ“ไข่โรงเรียน” กองทุนอ้อยฯ ทุ่ม 1,700 ล้าน ประมูลน้ำตาลโควตา ค. คืน 7.4 หมื่นตัน กระจายผู้บริโภค ครม.อนุมัติโบนัสให้ขรก. ฝ่ายปฏิบัติ ยกเว้นระดับผู้บริหาร

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 13 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาการให้โบนัสแก่ข้าราชการ ว่าเป็นไปตามมติเดิม เนื่องจาก ปี 2553 ไม่ได้มีการจัดงบประมาณไว้ จึงจะใช้การรวบรวมเงินเหลือจ่าย รวมกับเงินเหลือจ่ายจากโครงการในปีก่อน ๆ อีก 1,400 ล้านบาท เข้ามารวมกันในรูปของเงินตอบแทนพิเศษให้กับส่วนราชการทุกหน่วย อย่างไรก็ตาม จากการเงินที่ลดลงจากเดิมจึงมีมติไม่ให้ผู้บริหาร แต่จะให้เฉพาะข้าราชการระดับปฏิบัติการ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ว่าที่ประชุม ครม.รับทราบมาตรการที่ได้เดินไปแล้วทั้งเรื่องของอายุไก่ การส่งออกไข่และการจัดสรรเรื่องลูกไก่ และกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานว่าจะใช้กฎหมาย 2 ฉบับ เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการแข่งขันทางการค้า ราคาสินค้าและบริการ รวมทั้งได้เชิญกรมปศุสัตว์ มารับฟังปัญหาและทำความเข้าใจว่าขณะนี้ปัญหาคืออะไร โดย ครม.มีความเห็นว่า ความพยายามของคณะกรรมการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้ก บอร์ด) ที่ตั้งขึ้นมานั้น เพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพเรื่องธุรกิจนั้น มีความผิดพลาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อมีการตกลงกันเรื่องไก่ 4 แสนกว่าตัวนั้น แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับไปลดลงอีก และปรากฏว่าผู้ที่พยายามนำเข้าไก่นั้นไม่สามารถนำเข้ามาได้ จึงทำให้เกิดความผันผวนเรื่องราคาและไม่สัมพันธ์กับต้นทุนที่แท้จริง จึงได้เชิญกรมปศุสัตว์มา ซึ่งชี้แจงชัดเจนว่ามติของเอ้กบอร์ดเป็นเพียงการขอความร่วมมือ ครม.จึงถือว่าขณะนี้ ใครจะขออนุญาตนำเข้าไก่ต้องทำได้อย่างเสรี

เมื่อถามว่าจะไม่มีการควบคุมปริมาณแม่พันธุ์ไก่นั้นไม่มีแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยกฎหมายนั้นไม่มีการควบคุมการนำเข้าไม่ได้ และหากเอ้กบอร์ดต้องการสร้างเสถียร ภาพ ก็ต้องสามารถสร้างความเป็นเอกภาพกับเกษตรกรทุกกลุ่มเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ เท่านั้น และต้องระมัดระวังเรื่องผลกระทบต่อผู้บริโภค เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้กรมปศุสัตว์ได้ใช้กฎหมายไปกักกันการนำเข้าจนไม่ สามารถนำเข้าได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าได้สอบถามกรมปศุสัตว์แล้วพบว่าในทางปฏิบัตินั้น ไม่มีใครขออนุญาตนำเข้าไก่ไข่ ครม. จึงมีความชัดเจนไปแล้วว่าทุกคนมีสิทธิขอ และกรมปศุสัตว์ก็ต้องอนุญาต ยกเว้นในช่วงที่มีโรคระบาด “ผมคิดว่าเราได้คลายปัญหาซึ่งเป็นข้อจำกัดแล้ว ส่วนระยะยาวนั้น ครม. ก็ได้คุยกันว่าจะมีกลไกในการปรับแก้ไขปัญหาไข่ล้นตลาดในอนาคตได้ อาทิ การยืดอายุไก่ จาก 68 เป็น 72 สัปดาห์นั้นก็ขอความร่วมมือจาก 72 สัปดาห์ให้ลงมาเหลือ 68 สัปดาห์หรือลดลงมาอีกก็ได้”

เมื่อถามว่า ใครจะรับผิดชอบในความ ผิดพลาดที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กำลังไปดูอยู่ว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากส่วนไหน อย่างไร เพราะความพยายามของ เอ้กบอร์ดนั้นคือการสร้างราคาและระบบที่มีเสถียรภาพ แต่สุดท้ายไม่ได้ทำตามเป้า โดยขณะนี้ได้ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปพิจารณาบทบาทของเอ้กบอร์ดเป็นเวลา 2 เดือน นับจากมติครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กำลังดูแลอยู่

ด้าน นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตร และสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งการให้นำเข้าแม่พันธุ์พ่อพันธุ์ไก่ไข่เสรีว่า คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิต ภัณฑ์ หรือ เอ้กบอร์ด จะเชิญ 9 บริษัทที่ได้โควตานำเข้าแม่ไก่พันธุ์จากบอร์ด 405,721 ตัว มาประชุมเพื่อหารือในเรื่องโควตาดังกล่าวว่าจะสามารถเกลี่ยสัดส่วนให้กับ กลุ่มเกษตรกรที่ร้องขอนำเข้าแม่ไก่พันธุ์เพราะเดือดร้อนไม่มีลูกไก่เลี้ยง ได้เท่าไหร่ เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาราคาไข่ไก่ล้นตลาดทำให้ต้องมีการลดจำนวนนำเข้าแม่ ไก่พันธุ์จนมา ได้ข้อสรุปในที่ประชุมว่าควรจะมีการจำกัดการนำเข้าอยู่ที่ 4 แสน 5 พันกว่าตัว จะทำให้เกิดความสมดุลของตลาดและราคาไม่ตกต่ำ

“บอร์ดไข่ ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดกฎ หมาย แข่งขันทางการค้า เพราะบอร์ดไม่ มีอำนาจในการห้ามนำเข้า แต่เป็นการขอความร่วมมือในกลุ่มผู้เลี้ยงซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนหน้านี้มีมากกว่า 9 บริษัทแต่ไม่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงแม่ไก่พันธุ์ต้องล้มหายตายจากไปหลาย ราย สุดท้ายเหลือเพียง 9 บริษัทที่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยง ซึ่งในเรื่องนี้หากผู้ที่ต้องการนำเข้าแม่ไก่พันธุ์สามารถไปยื่นขอโควตา จากกรมปศุสัตว์ได้ ซึ่งเป็นอำนาจของกรมปศุสัตว์ที่จะพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ แต่ปัญหาขณะนี้แต่ละรายที่ยื่นมาขอนำเข้าแม่ไก่พันธุ์ ยังไม่ สามารถตอบคำถามได้ว่าตลาดอยู่ที่ไหน สุดท้ายจะทำให้ปัญหาไก่ไข่ และราคาไข่ตกต่ำ ย้อนรอยวงจรเดิมที่ต้องเอาลูกไก่ และไข่ ไปทิ้งทะเล หากปัญหากลับมาอีกผมจะไปเสนอนายกรัฐมนตรี ให้ทำโครงการไข่โรงเรียนเหมือนกับนมโรงเรียน ซึ่งอาจจะแจกไข่ให้เด็กคนละใบแก้ปัญหาราคาไข่ตก ต่ำ” นายธีระกล่าวและว่า ก่อนหน้าที่จะมีเอ้กบอร์ด ก็มีการนำเข้าเสรีจนราคาไข่ตกเพราะผู้เลี้ยงไม่มีเอกภาพ เมื่อบอร์ดเข้ามาทำงานร่วมกันสามสี่ปีที่ผ่านมาก็ทำให้เริ่มมีเอกภาพมากขึ้น จนเกษตรกรที่ขาดทุนมาหลายปีลืมตาอ้าปากได้ไม่กี่เดือนมานี้เอง เพราะฉะนั้นหากทุกฝ่ายเห็นว่าบอร์ดไม่จำเป็นต้องมีก็ไม่เป็นไร ขณะนี้ก็ขอเวลาอีก 60 วันที่ให้ ม.เกษตรศาสตร์ ไปศึกษาทบทวนโครงสร้างบอร์ด ถ้าผลออกมาว่าไม่จำเป็นต้องมีก็พร้อมยกเลิก

วันเดียวกัน นายประเสริฐ ตปนียาง กูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ในฐานะประธาน คณะทำงานจัดซื้อคืนน้ำตาลทรายโควตา ค. (ส่งออก) 1 แสนตัน หรือ 1 ล้านกระสอบว่า ขณะนี้ได้ประมูลซื้อคืนน้ำตาลทรายจากผู้ค้าส่งออก (เทรดเดอร์) แล้ว 3 ราย ในราคาต่ำสุดเฉลี่ย 23 บาท ต่อ กก. หรือราคา  705 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน 74,350 ตัน โดยจะใช้เงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย วงเงิน 1,700 ล้านบาท ในการนำน้ำตาลทรายเข้าไปป้อนสู่ตลาดเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์การตึงตัวใน ประเทศ

ทั้งนี้กองทุนจะขายน้ำตาลทรายที่ประมูลได้ไปจำหน่ายประชาชนทั่วไป โดยน้ำตาลทรายขาวธรรมดาอยู่ที่ 19 บาทและขาวบริสุทธิ์ 20 บาทต่อ กก. จึงทำให้กองทุนฯรับภาระขาดทุนเฉลี่ย กก. ละ 3-4 บาท หรือคิดเป็นเงิน 223-297 ล้านบาท เบื้องต้นนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ต้องการกระจายน้ำตาลทรายให้ถึงมือประชาชน รายย่อยมากที่สุด ส่วนน้ำตาลที่เหลืออีก 2,000 กว่าตัน จากเดิมที่กำหนดซื้อคืนมา 1 แสนตันนั้น คงจะต้องรอดูสถานการณ์น้ำตาล ภายในประเทศด้วย หากพบว่าภาวะน้ำตาลตึงตัวก็อาจจะจัดประมูลซื้อเพิ่มได้อีก ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ ถือว่ากองทุนฯ ได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือประชาชนในการดูแลปริมาณน้ำตาลอย่างเพียงพอ

สำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อส่งมอบน้ำตาลทรายประกอบด้วย บริษัทออร์กัส ทอฟเฟอร์ จากเยอรมนี, บริษัท บุงกี้ จากสหรัฐอเมริกา และ บริษัทหลุยส์ เดอร์ฟัส  สวิตเซอร์แลนด์ โดยจะส่งมอบในเดือน ก.ค.-ก.ย. 53 ราคา ณ ส่งมอบอาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามภาวะอัตราแลกเปลี่ยน“แนวทางทั้งหมดได้ผ่าน การเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาล ทรายแล้วโดยราคาทั้งหมดได้มีการต่อรองกันเพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำสุด ซึ่งการเปิดประมูลในสัปดาห์นี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะสามารถประหยัดเงินไปได้ 15-25 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากราคาน้ำตาลในสัปดาห์ก่อน เนื่องจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวลดลง”

นายชัยวุฒิ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า มอบหมายให้สำนักงานอ้อยและน้ำตาลทรายพิจารณาการจัดสรรน้ำตาลทรายโควตา ก. ให้ปีหน้าให้รอบคอบ โดยไม่ควรใช้วิธีการประเมินสถานการณ์แต่ควรนำข้อมูลที่แท้จริงของการใช้ใน กลุ่มต่าง ๆ ทั้งรายย่อย และภาคอุตสาหกรรมมาคำนวณ เพราะจะสามารถจัดสรรน้ำตาลได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากสุด เพราะหากใช้วิธีการประเมินแบบเก่าก็อาจเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตาลขึ้นอีก

ก่อนหน้านั้น ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 54 สภาผู้แทนราษฎร โดยการพิจารณาได้ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ กมธ. ได้ให้ สบน. กลับไปรวบรวมยอดหนี้สาธารณะทั้งหมดกลับมารายงานอีกครั้ง  โดยนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้รายงานว่า ปัจจุบันยอดหนี้สาธารณะมีทั้งสิ้นรวม 2.7 ล้านล้านบาท ยึดฐานการชำระหนี้ 32 ปี ทั้งนี้ กมธ.พรรคเพื่อไทยได้ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากในการทำประชา นิยม อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ อภิปรายว่า จากการคำนวณยอดหนี้ทั้งหมดตามหลักแล้วจะต้องคืนเงินต้นปีละ 3.7 หมื่นล้านบาทจึงจะสามารถใช้หนี้ได้หมดภายใน 32 ปี แต่เหตุใด สบน. จึงตั้งงบประมาณคืนเงินต้นชำระหนี้เงินกู้ปีแรกเพียง 1 หมื่นล้านบาทเศษ เท่ากับเป็นการผลักภาระไปให้รัฐบาลหน้าและคนรุ่นหลัง จึงอยากทราบว่าใครเป็นผู้สั่งให้เปลี่ยนโครงสร้างการชำระหนี้สาธารณะ ดังนั้นขอตัดงบประมาณของ สบน. ลง 20%

ด้านนายจักรกฤศฏิ์ ชี้แจงว่า ขอความเห็นใจอย่าตัดงบประมาณในส่วนนี้เนื่องจาก สบน. ต้องใช้งบในการบริหารงาน 87 ล้านบาทในการบริหารหนี้ทั้งหมด ยอมรับว่าขณะนี้อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศทั่วโลกเริ่มขยับตัวสูงขึ้นนำมาซึ่ง ต้นทุนของไทย หากรัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้เหล่านี้ได้ก็จะต้องใช้วิธีออกพันธบัตร รัฐบาล หรือรีไฟแนนซ์ ขณะนี้นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจึงพยายามลดพวกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงให้ปรับ เข้าสู่ภาวะปกติให้ได้ เช่น การปรับปรุงมาตรการภาษีที่ดิน ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และลดมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระของภาครัฐเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม ขึ้น

นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวอีกว่า ยอดหนี้รวม 2.7 ล้านล้านบาท ระยะเวลาชำระหนี้คืน 32 ปีแบบไม่มีการกู้ใหม่ ซึ่งเป็นไปได้ยาก เนื่องจากยอดหนี้เพิ่มตลาดตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งจะต้องก่อหนี้ได้ไม่เกินร้อยละ 60 ของจีดีพี ภาระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายต้องไม่เกินร้อยละ 15 สำหรับประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านการบริหารตลาดพันธบัตร เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไม่ผันผวน จึงสามารถกู้เงินภายในประเทศได้ สำหรับการชำระหนี้มีข้อจำกัดด้านการจัดทำงบประมาณ รัฐบาลที่ผ่านมาจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อนำงบมาใช้ในการลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายประจำ จึงทำให้เหลือเงินมาใช้ชำระหนี้น้อย หากรัฐบาลสามารถทำงบประมาณแบบสมดุลได้เมื่อใด ก็จะสามารถนำเงินไปชำระหนี้ได้มากขึ้น.

แหล่งที่มา: เดลินิวส์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: