ต้องปิดทางประกันตัว 3 ส.ส.ผู้ก่อการร้าย!


วันที่ 8 มิ.ย.เวลา 09.00 น.จะเป็นวันที่ครบกำหนดนัดของพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่ขีดเส้นตายให้กับ 3 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน นายการุณ โหสกุล ส.ส.เขตดอนเมือง และนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย จะต้องไปพบและรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ศาลอาญา ในข้อหา “ก่อการร้าย” เพื่อขอศาลออกหมายขัง พร้อมขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหา พร้อมคัดค้านการประกันตัวตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หลังจากมีพระบรมราชโองการปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 มิ.ย.ซึ่งทำให้ ส.ส.ทั้ง 3 คน หมดเอกสิทธิ์คุ้มครองในการดำเนินคดี

ก่อนหน้านี้ 2 ใน 3 ส.ส. คือ นายจตุพร และนายวิเชียร ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ดีเอสไอ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายจตุพร ให้สัมภาษณ์ในครั้งนั้นไว้ว่า “พวกเขาถุกยัดเยียดให้เป็นผู้ก่อก่ารร้าย…..ผู้เสีย ชีวิตรอบแรกลองไปตรวจสอบอาชีพ พวกตนกับสารบบคดีว่าใครเป็นใคร ส่วนผู้เสียชีวิตรอบหลังกำลังขอร้องเพื่อนพ้องน้องพี่ว่าให้ไปทำประวัติว่า ใครเป็นใคร เค้าเป็นประชาชนที่รักประชาธิปไตย เพียงแต่เราต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น แต่ชีวิตตอนนี้อยู่บนความไม่แน่นอนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถูกฆ่า ถามบรรยากาศแบบนี้ที่รัฐบาลมีความต้องการ คือ การไล่บี้เหมือนการยุติการชุมนุมคือการแพ้พ่าย ถ้าคุณต้องการปรองดองคุณต้องให้ความยุติธรรม ถ้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องการทำโรดแมป 5 ข้อนั้น การปรองดองต้องยุติธรรม ไม่ใช่ตามล่าตามจับ ในชีวิตตนปืนสักกระบอกยังไม่มี คนอย่างตนมีปัญญาจะซื้อปืนได้ ไม่เคยคิดจะซื้อปืนสักกระบอกเดียว ดังนั้นตนไม่ต้องการให้ใครตาย เรื่องคดีความไม่มีปัญหาสู้กันทุกอย่าง พวกตนเริ่มต้นกระบวนการยุติธรรมแล้ว รัฐบาลก็เช่นเดียวกันต้องเท่าเทียม ส่วนการให้ปากคำ เนื่องจากว่าคดีเป็นรายวัน มีหลายส่วน พวกตนขอเวลา 30 วัน เพื่อเตรียมพยานวัตถุ พยานบุคคล และข้อเท็จจริง คือเทปบันทึกการพูดปราศรัยเพียงแค่พารากราฟสองพารากราฟ ตนต้องไปถอดฉบับเต็มจะได้รู้ว่าเจตนาการพูดแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร”

นายจตุพร ยังกล่าวอีกว่า “นายอภิสิทธิ์ จะใช้ชีวิตมีขบวนรถยนต์ติดตาม 13 คันอย่างนี้เหรอ ถ้าบังคับทำให้เกิดความกลัวอยากบอกว่าความกลัวทำให้ประเทศนี้อยู่ไม่ได้ ปากกับใจต้องตรงกัน แต่การปฎิบัติกับประชาชนหลังวันที่ 19 ไม่ใช่การปรองดองกับประชาชนที่ถูกตีค่าว่าเป็นผู้แพ้ ไม่ได้รับเกียรติรับคุณค่าความเป็นมนุษย์ กระบวนการปรองดองต้องเริ่มต้นจากการพูดความจริง พวกผมต้องแสวงหาความยุติธรรมไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ในนรกหรือสวรรค์ ความยุติธรรมต้องบังเกิด

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. นายการุณ ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ถวัลย์ มั่งคั่ง ผอ.ส่วนคดีอาญาพิเศษ 2 สำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดีก่อการร้าย ซึ่งนายการุณ ให้สัมภาาณ์ ภายหลังถูกสอบปากคำกว่า 2 ชั่วโมงว่า “มารับทราบข้อกล่าวหา ตามกระบวนการของกฎหมาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ยืนยันว่า จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมายตามที่ทางการราชการสั่งการ พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้สอบถามถึงเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา ว่า เหตุการณ์ต่างๆ เรามีส่วนร่วมทำสิ่งใดๆ ในการสนับสนุนในคดีที่เกิดขึ้นหรือไม่อย่างไรบ้าง โดยถามแบบกว้างๆ พร้อมถามเราว่าจะยอมรับหรือปฎิเสธ ตนก็ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมขอเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐาน เทปบันทึกต่างๆ สิ่งพิมพ์ก็จะรวบรวมให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์แก่รูปคดี ภายในเวลา 30 วัน”

ตามคำให้สัมภาษณ์ของ ส.ส. ผู้ที่กำลังจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีก่อการร้ายนั้น ได้กล่าวถึง”ความยุติธรรม”หลายครั้งหลายหน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ที่เวทีปราศรัย โดยเฉพาะนายจตุพร ได้กล่าวถึงระบอบความยุติธรรมของไทยให้ประชาชนคนเสื้อแดงได้รับรู้ในทำนอง ว่า พวกเขา ไม่เคยเชื่อถือในระบบระบอบความยุติธรรมของไทยเท่าไหร่นัก โดยยกตัวอย่างกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เจ้านายใหญ่มากล่าวอ้างว่า ถูกกระบวนการยุติธรรมรังแก แต่ภายหลัง เมื่อเจ้าตัวถูกกล่าวหาดำเนินคดี กลับเพรียกหาความยุติธรรมให้กับตนเอง!

หากสังเกตคำให้สัมภาษณ์ของนายจตุพร จะพบว่า ในข้อเรียกร้องที่เจ้าตัวบอกว่า เพื่อความยุติธรรมนั้น ในข้อเท็จจริง กลับแฝงด้วยเลศนัยประมาณว่า ตนเองกลัวจะถูกจำกัดอิสระภาพ ซึ่งเชื่อว่า ทางพนักงานสอบสวน จะต้องร้องขอต่อศาลในการคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ ค่อนข้างแน่นอน ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลที่จะเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง เรียกกันสั้นๆเข้าใจง่ายๆว่า “กลัวติดคุก” ว่างั้นเถอะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา อันเป็นวันปิดสมัยประชุมสภาแล้วนั้น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีอเอสไอระบุไว้ชัดเจนว่า “ผมได้เซ็นหมายเรียกทั้ง 3 คน ให้ไปพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ศาลอาญาในวันอังคาร ที่ 8 มิ.ย.เวลา 09.00 น.เพื่อนำตัวส่งศาลขออำนาจฝากขัง ให้สังคมเห็นว่าจะไม่ได้รับอภิสิทธิ์ หากไม่มารายงานตัว คงต้องออกหมายจับ การดำเนินการครั้งนี้ ไม่ใช่เร่งรัดหรือไล่ล่า เพราะให้เวลาเตรียมตัว 5 วัน ไม่มีสองมาตรฐาน”

มีรายงานว่า ส.ส.ทั้ง 3 คน พยายามที่จะนำหลักฐานต่าง ๆ ไปแสดงให้ศาลเห็นว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายตามที่ถูกออกหมายจับไว้ อีกทั้งไม่คิดที่จะหลบหนี เพราะยังมีตำแหน่ง ส.ส.อยู่ จึงไม่มีเหตุผลที่ศาล จะสั่งให้ควบคุมตัวพวกเขาไว้ได้ ทั้งอาจจะใช้ตำแหน่ง ส.ส. ของตัวเองยื่นประกันตัวกันออกไป

แต่เมื่อมองย้อนกลับไปถึงพฤติการณ์-พฤติกรรมที่บุคคลทั้ง 3 คนได้ก่อไว้ในระหว่างการชุมนุมนั้น จะเห็นได้ว่า มีการปลุกระดมในสิ่งผิดหลายต่อหลายครั้ง อีกทั้งสถานการณ์ของบ้านเมือง ยังไม่สู้จะไว้ใจได้มากนัก ดังนั้น หากทั้ง 3 คน ได้รับการปล่อยตัว หรือประกันตัวออกมา ยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นได้อีก โดยในวันที่นายจตุพร เข้าไปรายงายตัวที่ดีเอสไอนั้น ถูกกลุ่มผู้สื่อข่าวถามว่า “กลุ่มเสื้อแดงจะจัดชุมนุมอีกหรือไม่” นายจตุพร ตอบว่า “ผมยังไม่คิด เพียงบอกรัฐบาลว่า การไปเหยียบย่ำคนมันเหมือนภูเขาไฟรอวันระเบิด ให้คนเขาอยู่ด้วยความรัก อย่าอยู่ด้วยความกลัว ความเกลียดชัง ยิ่งใส่ร้ายเขาเท่าไหร่ เขายิ่งโกรธ”

นั่นมิใช่การพูดธรรมดา แต่อาจหมายถึง การส่ง“รหัส”ไปยังบรรดาสาวกแดงทั้งหลายของ พวกเขา ที่หากตราบใดก็ตาม ที่ยังมีแกนนำ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้บรรจุไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว ยังคงได้รับอิสระภาพ ได้รับการประกันตัวออกมา และมีโอกาสที่จะชักจูง นำพา และปลุกระดมมวลชนไปในทางที่ผิด เหมือนเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่เพิ่งผ่านมาได้ทุกเมื่อกระนั้นหรือ

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: