เปิดคำให้การเหยื่อรอดชีวิต เหตุสังหารหมู่6ศพวัดปทุม ชี้ตัวฆาตกรคือ “ชายชุดดำ”


เหตุสังหารหมู่ 6 ศพในวันปทุมวนาราม ผู้ตายทั้งหมดถูกยิงด้วยกระสุนปืน สันนิษฐานว่าเสียชีวิตวันที่ทหารเข้าทำการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่สี่แยก ราชประสงค์วันที่ 19 พ.ค.ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงว่า ฝ่ายไหนเป็นคนลงมือสังหารโหดครั้งนี้ ทหารเป็นฆาตกร หรือเสื้อแดงฆ่ากันเอง เพื่อต้องการสร้างสถานการณ์ให้เลวร้าย และโยนผิดให้กับรัฐบาล

ต่อไปนี้ ปริศนาในคดีสังหารหมู่ 6 ศพจะถูกไขข้อเท็จจริงออกมาให้โลกได้รับรู้ว่าใครคือฆาตกรอำมหิตตัวจริง! ฝ่ายทหารหรือฝ่ายเสื้อแดง อันเป็นข้อเท็จจริงที่มาจากคำให้การของประจักษ์พยานรายหนึ่ง ที่เป็นเหยื่อที่รอดชีวิตจากการถูกสังหารหมู่ในเหตุการณ์เดียวกัน

พยานเป็นคนภาคอีสาน ได้แจ้งชื่อนามสกุลและภูมิลำเนาแก่ตำรวจทุ่งมหาเมฆไว้แล้ว ( เพื่อความปลอดภัยของพยานจึงขอไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวพยาน) สาเหตุที่พยานเข้ามาในที่ชุมนุมคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ เพราะถูกว่าจ้างให้มาทำบ้องไฟ แต่ไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงจึงได้หลบหนีออกมา จากนั้นถูกตำรวจสน.ทุ่งมหาเมฆควบคุมตัวไว้ แล้วพยานได้ให้ปากคำบอกเล่าเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ศพในวัดปทุมฯ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

เมื่อมาถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงแล้ว ข้าฯ ให้นายอ้อ พาข้าฯไปหาพี่ชายของข้าฯ ชื่อศักดา ที่พักอยู่ที่พักข้าฯ ไม่ทราบชื่อที่ซอยกำนันแม้น ๑๑ ซึ่งข้าฯ เคยมาที่ดังกล่าวมาก่อน นายอ้อ จึงพาข้าฯ ขึ้นแท็กซี่ไปยังที่ดังกล่าว ส่วนนายเล่ กับพวก ๕ คน นั้นได้แยกไปที่ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เมื่อพบพี่ชายของข้าฯ แล้วนายอ้อ ก็แยกตัวกลับไปโดยบอกข้าฯ ว่าให้ไปพบที่บริเวณแยกศาลาแดง ใกล้พระรูป ร.๖ นายอ้อ จะอยู่ที่เต็นท์แรกที่บริเวณแยกศาลาแดง ต่อมาเช้าวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ข้าฯ จึงขับรถจักรยานยนต์ของพี่ชายเป็นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำ ทะเบียน จำไม่ได้ ไปยังแยกศาลาแดง (ข้าฯ ไปไม่ถูกแต่ได้ถามเส้นทางไปตลอดทาง)

เมื่อถึงแยกศาลาแดงแล้ว ข้าฯ ได้ขับรถไปจอดข้างสวนลุมเลยพระรูป ร.๖ เข้าไปข้างใน ไม่ทราบตรงจุดใด แล้วไปหน้าพระรูป ร.๖ได้พบนายอ้อ แล้วนายอ้อ ได้พาข้าฯ ไปหลังเวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ พบนายเล่ กับพวกรวม ๕ คน และคนอื่นไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดอีกรวมประมาณ ๒๐ คนเศษ นั่งทำบ้องไฟกันอยู่ ข้าฯ จึงได้ทำบ้องไฟอยู่ที่บริเวณดังกล่าวจนได้ ๒๐๐ บ้อง แล้วหยุดทำ

ส่วนค่าจ้างนายอ้อ บอกว่าเสร็จงานแล้วจะจ่ายเงินค่าจ้างทำบ้องไฟให้ แต่ไม่ได้บอกว่าเสร็จงานเมื่อใด และข้าฯ ก็ไม่ทราบว่าเสร็จงานเมื่อใด คนทำบ้องไฟคนอื่นก็ไม่ได้เงินค่าจ้างทำบ้องไฟเช่นเดียวกับข้าฯ เมื่อทำบ้องไฟเสร็จแล้วก็ไปนอนเฝ้ารถจักรยานยนต์ที่ข้าฯ จอดไว้ซึ่งอยู่บริเวณที่มีการชุมนุม และมีผู้ชุมนุมนอนอยู่บริเวณใกล้เคียงเต็มไปหมด และวันต่อๆมาข้าฯ ข้าฯก็ไปทำบ้องไฟวันละ ๒๐๐ บ้อง ทุกวัน

แต่ก็ยังไม่ได้เงินค่าจ้าง จึงไม่อยากทำบ้องไฟ และอยากจะหนีออกไปที่มีการชุมนุมดังกล่าว แต่ออกไปไม่ได้เนื่องจากมีทหารล้อมอยู่ทุกด้าน

ต่อมาวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น. ข้า นายเล่ กับพวกอีก ๕ คน คิดเหมือนกับข้าฯ จึงหนีเข้าไปอยู่ในวัดปทุมวนารามเป็นที่พักอาศัย และอาศัยข้าววัดกิน และออกไปไม่ได้ เพราะกลัวทหารยิง และไม่มีเงิน

จนกระทั่งวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลากลางวัน (เวลาเท่าใดไม่ทราบแน่ชัด) ข้าฯ นายเล่ กับพวกอีก ๕ คน หมดความอดทน จึงหนีออกจากวัด จึงได้พากันหนีออกจากประตูวัดด้านใกล้แยกถนนอังรีดูนัง โดยนายเล่ กับพวกรวม ๕ คน นั้น นำหน้าออกประตูวัด ข้าฯตามหลังพบชายชุดดำใส่หมวกไหมพรมประมาณ ๕-๖ คน ถือปืนยาวทุกคนอยู่ที่บริเวณประตูวัดดังกล่าว ได้ยิงปืนใส่นายเล่ กับพวกต่อหน้าข้าฯ ข้าฯ จึงไม่กล้าออกไป และได้แอบดูเห็นชายชุดดำดังกล่าวได้ลากศพนายเล่ กับพวกไปเผายังบังเกอร์บนถนนบริเวณหน้าวัด

ต่อมาประมาณ ๑๔.๐๐ น. ของวันเดียวกัน ข้าฯ คนเดียวจึงแอบหนีด้านหลังวัดเลาะตามลำคลองไปทางขวามือไปเรื่อยๆ แล้วไปหลับในป่าข้างลำคลองไม่ทราบบริเวณใด เมื่อสว่างแล้วเดินเลาะลำคลองไปอีกสักพักพบสะพานข้ามคลอง ไม่ทราบบริเวณใด แล้วเลี้ยวขวาตรงมาปรากฏว่าพบสวนลุมพินีจึงจำได้จึงเดินมายังรถจักรยานยนต์ ที่จอดไว้ จึงขับรถออกไปแล้วพบพนักงานตำรวจพาตัวข้าฯ มา สน.ทุ่งมหาเมฆ จึงได้ให้ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นให้ทราบ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้แบบ “อวตาร”ของผู้ก่อการร้าย ทักษิณ ชินวัตร เป็นเพียงจินตนาการของตัวเขา และสร้างความชอบให้กับตัวเอง เขียนภาพการต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงให้ดูว่าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น มีการเสาะอาวุธพื้นบ้าน หรือดัดแปลงสิ่งของให้เป็นอาวุธมาต่อสู้กันเอง แต่แท้จริงแล้วเป็นแผนการถูกกำหนดมาแล้วทั้งสิ้น บ้องไฟที่นำมาใช้ไม่ใช่ผู้ชุมนุมคิดประดิษฐ์หรือนำมาด้วยตนเอง แต่เป็นกระบวนการจ้างวานมาอย่างเป็นระบบตามแผนโหด ใช้บ้องไฟยิงนำอำพรางไปแล้วจึงตามด้วยเอ็ม16 อาก้า และ ระเบิดเอ็ม 79

ความโหดอำมหิตผิดมนุษย์ก็ปรากฏต่อสายตาชาวโลกถึงแผนชั่วร้ายที่วาง ไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากการทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ตกอยู่ในสภาพรัฐล้มเหลว ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบได้ แต่เมื่อก้าวข้าวรัฐล้มเหลวไปได้ ทำให้การชุมนุมยุติก็เข้าสู่กับดักของการละเมิดสิทธิมนุษยชนถูกกล่าวหาใช้ ความรุนแรงกับประชาชน จากการเหตุสังหารหมู่ 6 ศพในวันปทุมฯ ซึ่งเป็นเขตอภัยโทษ

เหล่านี้เป็นบทที่เขียนไว้ล่วงหน้า มีชีวิตมนุษย์เป็นเครื่องมือสู่จุดหมายปลายทาง

คำให้การของเด็กหนุ่มคนรับจ้างทำบั้งไฟ เป็นภาพสะท้อนได้อย่างดีว่า ทักษิณวางแผนนี้มาตั้งแต่ต้น เพื่อยกระดับให้ตนเองในสายตาชาวโลก ทำลายประเทศไทยเพื่อความสะใจของตน แล้วหวังให้สถานการณ์ความรุนแรง นำปสู่การล้มโครงสร้างอำนาจทุ้งหมด ให้ตนเองพ้นผิด คืนบัลลังก์แห่งอำนาจ

แม้วันนี้กบฏแดงจะล้มเหลว แต่แผนการร้ายยังไม่ยุติ โดยปรับโหมดไปสู่เวทีสภา จากการอภิปราบไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ ต่อจากนี้ก็จะเปลี่ยนโหมดไปสู่เกมใต้ดิน อันมีเป้าหมายก่อวินาศกรรม และลอบสังหารคนสำคัญ

สถานการณ์วันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่ชีวิตผู้นำรัฐบาลและคนสำคัญอื่นๆที่ตกเป็นเป้าหมายสุ่ม เสี่ยงเท่านั้น แต่สังคมไทยก็จะไม่ปลอดภัยหากยังกำจัดเชื้อชั่วทักษิณไม่ได้

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: