“มาร์ค” ปัดสั่ง NBT จอดับ สกัดถ่ายซักฟอก ตอกหน้าเพื่อแม้วร้อนตัว


เพื่อแม้วเหนือ-อีสาน กินปูนร้อนท้อง โวย รบ.จงใจปิดกั้นข่าวสาร สั่งถอดปลั๊กช่องเอ็นบีทีช่วงการอภิปรายไม่ไว้ใจวางใจ ด้านนายกฯ แจงเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนสัญญาณการใช้ดาวเทียม ซึ่งขึ้นอยู่กับอำนาจเคเบิลแต่ละท้องถิ่นที่จะไปดำเนินการ

วันนี้ (31 พ.ค.) ส.ส.พรรคเพื่อไทยในภาคเหนือและอีสานได้ลุกขึ้นประท้วงในระหว่างการอภิปราย ไม่ไว้วางใจว่า ประชาชนในจังหวัดของตัวเองเกือบทั่วประเทศ โทรมาร้องเรียนว่าไม่สามารถชมการอภิปรายทางช่อง 11 ได้ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคอีสาน ซึ่งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ซึ่งกำกับดูแลช่อง 11 ชี้แจงว่า มีการถ่ายทอดสดตามปกติ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะคนกลุ่มเสื้อแดงเผาสถานีขอนแก่น ทำให้เครื่องส่งและอุปกรณ์ถ่ายทอดเสียหายทั้งหมด จึงอาจส่งผลต่อจังหวัดอื่นๆ ในพื้นที่ภาคอีสาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส.เพื่อไทยต่างพากันโห่ฮาต่อการชี้แจงของนายสาทิตย์ลั่นสภา พร้อมทั้งพากันตะโกนเซ็งแซ่ว่าจังหวัดของตนดูการถ่ายทอดสดไม่ได้ ต่อมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่าตนได้รับการแจ้งเข้ามาว่ามีทั้งเข้าดูช่อง 11 ได้และไม่ได้ ก็ได้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไปดูแลซึ่งเป็นปัญหาของเรื่องการปรับเปลี่ยน การใช้ดาวเทียม และ เคเบิลแต่ละท้องถิ่นที่จะดำเนินการ ไม่มีความพยายามที่จะสกัดกั้นประชาชนอย่างแน่นอน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนมีจุดยืนในการเปิดโอกาสให้ตรวจสอบเต็มที่ และเติบโตมากับการเมืองด้วยทางของรัฐสภา ทราบดีว่าการใช้อำนาจรัฐต้องใช้ด้วยระมัดระวัง และไม่เชื่อว่าการใช้อำนาจด้วยกำลังจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ วันนี้ก็ยังเชื่ออย่างนั้น

“ขอย้ำว่า ผมและรัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดและไม่เคยประกาศว่าคนเสื้อแดง หรือกลุ่ม นปช.เป็นผู้ก่อการร้าย หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้าทั้งหมด ตรงกันข้าม 2 เดือนของการชุมนุมที่ผ่านมา ได้ย้ำเสมอว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มีเจตนามาชุมนุมโดยสงบ มีข้อเรียกร้องเรื่องประชาธิปไตย แม้ศาลชี้ว่าการชุมนุมเกินเลยขอบเขตตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยึดถือตามคำสั่งของศาลมาโดยตลอด ขณะที่ศาลแพ่งชี้ว่าการสลายชุมนุมทำได้ แต่มาตรการกระทำได้ต้องจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้กระทำแตกต่างจากเหตุการณ์พฤษภา 35 และ 7 ตุลา 51 ไม่มีเจตนาไปสลายการชุมนุมที่เป็นพื้นที่หลัก การดำเนินการขอคืนพื้นที่ ภาพที่เกิดขึ้นว่าปฏิบัติการทหารตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งจนถึงช่วงประมาณ 5 โมงเย็น ไม่มีการสูญเสียชีวิต แต่ทันทีที่มีการยิงเอ็ม 79 มีการสูญเสียชีวิตมากขึ้น หลังจากนั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะเหตุการณ์กลางเดือน พ.ค.53 แนวทางการกระชับล้อมพื้นที่ของรัฐบาล เป็นการกดดันการชุมนุมโดยไม่เข้าไปสลายการชุมนุมแต่อย่างใด

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2535 แม้มีการสูญเสียจำนวนมาก แต่ให้สังเกตว่า พื้นที่ชุมนุมหลักที่แยกราชประสงค์ ซึ่งมีเด็ก ผู้หญิง ไม่มีการสูญเสีย แต่กลับเกิดเหตุการณ์วุ่นวายอีกครั้งหลังจากผู้ชุมนุมประกาศยุติการชุมนุม และเกิดปัญหาการวางเพลิง การยิง และการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น

“ไม่มีเหตุที่จะเข้าไปสลายชุมนุมในพื้นที่หลัก นอกจากประเด็นนี้ รัฐบาลพยายามใช้แนวทางในการแก้ปัญหาตั้งแต่เดือนมีนาคมมาโดยตลอด ในช่วงที่มีการประกาศแผนปรองดองฝ่ายค้าน ก็แสดงท่าทีสนับสนุน แต่ปัญหาจากการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากกองกำลังติดอาวุธ แล้วใช้ประชาชนเป็นเกราะกำบังเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบโจทย์และแก้ไข การดำเนิการในทุกกรณี ได้มีการเอาใจใส่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น”

นายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีการจะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อกวาดล้าง กรณีการก่อการร้ายก็ดำเนินการไปตาม กฎหมายด้วยความปรองดอง ยังเป็นจุดยืนที่ยืนยัน ความพยายามของตน และรัฐบาล แม้จะยืนยันจุดยืนว่าไม่สนับสนุนการเผาศูนย์ราชการ แต่ก็มีบางส่วนที่สนับสนุนและมีส่วนสำคัญให้เกิดความรุนแรง ขอยืนยันคำพูดว่าความรับผิดชอบทางการเมืองกับความรับผิดชอบทางกฎหมายต่างกัน

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: