ฤาชาติจะล่มจม เพราะคนรุ่นนี้


7 เมษาแดงถ่อยนำโดย อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งที่บริเวณดังกล่าวเป็นเขตพระราชฐาน แต่ อริสมันต์และแดงแท้ทั้งหลายก็ยังเหิมเกริม กระทำการเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปเมื่อเทียบกับเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 วันพันธมิตรฯ ปิดล้อมสภา จะเห็นภาพความต่างที่ชัดเจนยิ่ง

กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล้อมอาคารรัฐสภาขัดขวางการเพื่อไม่ให้รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แม้จะมีภาพในลักษณะที่ดุดัน คุกคามอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีการบุกเข้าตัวอาคาร โดยปักหลักพักค้างกันหน้ารัฐสภา ตั้งแต่คืนวันที่ 6 ตุลาคม กระทั่งเช้าตรู่ของวันที่ 7 ตุลา

อาชญากรรมของรัฐก็เกิดขึ้น โดยไม่มีการส่งสัญญาณให้ผู้ชุมนุมได้ทันตั้งตัว กระทั่งนำมาซึ่งการสูญเสียเลือดเนื้อประชาชนอย่างชนิดที่มิอาจเรียกคืน กลายเป็นอีกหนึ่งบาดแผลในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ขณะที่พัฒนาการของคนเสื้อแดงที่พยายามสร้างภาพว่า สันติ อหิงสา ซ่อนเร้นความรุนแรงในกมลสันดานไว้สุดฤทธิ์ ก็ไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง

เริ่มตั้งแต่การปิดสี่แยกราชประสงค์ จนคนเดือดร้อนกันทั่วเมือง ตามมาด้วยความอหังการทำ ตัวเป็นแก๊งนอกกฎหมายฉีกประกาศ ศอ.รส. ด้วยการบุกเข้าถนน 11 สาย ที่ ศอ.รส.ประกาศห้าม

มาจนถึงวันที่ 7 เมษา 53 ความดิบ ถ่อย เถื่อน ก็กลับมาอีกครั้ง โดย อริสมันต์ นำแดงแท้พังประตูทางเข้ารัฐสภาเข้าไปภายในอาคาร พร้อมข้ออ้างว่ามีคนปาระเบิดที่ไม่ถอดสลักใส่ตัวเอง!

7 ตุลา 51 ผู้ชุมนุมถูกล้อมปราบด้วยแก๊สน้ำตา ตั้งแต่หัวรุ่งจนถึงกลางดึก รอยเลือดของผู้ชุมนุมเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วบริเวณ เสียงร้องระงมขอความช่วยเหลือจากผู้ได้รับบาดเจ็บยังเสียดแทงใจผู้ได้สดับ ตรับฟังมาจนถึงทุกวันนี้

7 เมษา 53 ตำรวจถอยร่น หลังอริสมันต์ นำผู้ชุมนุมพังประตูบุกเข้าไปในอาคาร มีการแย่งปืนจากสารวัตรทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ราชการ ซึ่ง ศอ.รส. ประกาศชัดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจหากอยู่ในสถานที่ชุมนุมจะไม่มีการพกพาอาวุธ มีเพียงอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน เช่น โล่ และกะบอง เท่านั้น แต่ถ้าเป็นสารวัตรทหาร ที่ประจำอยู่ในสถานที่ราชการสามารถพกพาอาวุธได้ คนเสื้อแดงมีสิทธิ์อะไรไปยึดปืนของทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่

ทุเรศไปกว่านั้น คือ ปรากฏการณ์สันดานเปลี่ยนไม่ได้ของ การุณ โหสกุล ส.ส. จอมถีบ แห่งพรรคเพื่อไทย ที่ทำร้ายร่างกายสารวัตรทหาร ชนิดถีบเต็มตีนร่วมวงยำใหญ่กับคนเสื้อแดง จน สห.รายนั้นหน้าบวม

นี่คือ พฤติกรรมของผู้ทรงเกียรติที่ พรรคเพื่อไทย บรรจงสร้างให้เป็นผู้แทน ขณะที่ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ก็สลัดคราบรองประธานสภา ขึ้นปราศรัยปลุกระดมเสื้อแดงเต็มเหนี่ยว

ความโกลาหลที่เกิดขึ้นเห็นชัดเจนว่า ผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายกระทำ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในสภาพตั้งรับ และถอยร่นเพียงอย่างเดียว เนื่องจากนโยบายรัฐบาลไม่คิดใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม แตกต่างจาก 7 ตุลาคม 51 อย่างสิ้นเชิง ที่ผู้ปกครองซึ่งบรรดาไพร่แซ่ซ้องสรรเสริญ มีแต่ความกระหายเลือดคิดใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนราวกับพวกเขาไม่ใช่คน ไทย

อย่างไรก็ตามความถ่อยของ อริสมันต์ ก็ช่วยเร่งปฏิกริยาทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ได้เสียที หลังจากพยายามใช้ทุกองคาพยพด้วยหลักของกฎหมายมาแก้ปัญหา แต่ยังตกอยู่ในสภาพขยับไม่ออก เพราะติดล็อคที่เสื้อแดงใช้มวลชนมาเป็นเครื่องมือ ดังนั้นเมื่อมวลชนกำลังแปรสภาพมาเป็นฝูงชนบ้าคลั่ง ที่ยากจะควบคุม การใช้กฎหมายพิเศษเพื่อนำพาบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติจึงเป็นความจำเป็น

นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ปฏิบัติการนำชาติสู่ความสงบจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะมีคนกระหายเลือดจ้องจะใช้ศพมาเป็นบันไดทวงคืนอำนาจ การเข้าสลายผู้ชุมนุมในทุกขั้นตอนจึงต้องทำตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก มีการประกาศให้ผู้ชุมนุมรับทราบถึงมาตรการของรัฐล่วงหน้าทุกครั้งก่อนเข้า ปฏิบัติการ ทำทุกอย่างให้ชัดเจน โปร่งใส แม้จะมีความพยายามสอดแทรกโดยมือที่สามสร้างสถานการณ์อย่างไร ก็คงมิอาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้

สถานการณ์ยังเปราะบางและละเอียดอ่อนยิ่ง แต่ยังหวังว่า อภิสิทธิ์ จะเปลี่ยนผ่านสถานการณ์ได้อย่างหมดจด สูญเสียน้อยที่สุด เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเมษายน 2552 ซึ่งจะเป็นพัฒนาการสำคัญอีกขั้นของการควบคุมฝูงชน

หาก อภิสิทธิ์นำชาติก้าวข้ามสถานการณ์นี้ไปได้ ก็ยังมีภารกิจอีกมากที่ต้องดำเนินการ คือ การเร่งปฏิรูปประเทศไทยโดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม การกำหนดกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อให้มีกรอบชัดเจนในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ป้องกันไม่ให้มีการนำมวลชนมาเป็นเครื่องมือก้าวขึ้นสู่อำนาจ แต่ก็ต้องมีขอบเขตไม่ใช่การจำกัดสิทธิการชุมนุมที่สงบ

ขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมไปถึงสื่อดาวเทียม อินเตอร์เน็ต เอสเอ็มเอส ที่ถูกนำมาปลุกปั่นยุยงให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ปั่นหัวจนคนไทยกลายเป็นจิ้งหรีดจ้องกัดกันเองอย่างไม่มีเหตุผล

ที่น่าเศร้า คือ กรรมการสิทธิมนุษยชน ก็หลงบทบาท ทำตัวเหมือนคนโง่ที่ขยัน แม้จะตั้งอยู่บนความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ในการเชื้อเชิญอดีตนายกรัฐมนตรี 4 คน มาเจรจาหาทางออก แต่มันใช่ภารกิจของกรรมการสิทธิฯหรือ หน้าที่แบบนี้ให้พวกริบบิ้นขาวหรือ โคทม อารียา ไร้เดียงสาทำไปก็ได้ ส่วนกรรมการสิทธิฯ ควรชี้ชัดให้สังคมเห็นว่า การเคลื่อนไหวใดที่มันเกินขอบเขต เพื่อเป็นหลักของบ้านเมือง

ไม่ใช่กลัวว่า ตัวเองจะต้องเข้าไปอยู่ในวังวนความขัดแย้ง จนไม่กล้าประนามกลุ่มคนที่กระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญ


น่าสมเพชไปกว่านั้นคือ อดีตผู้นำประเทศ 2 คน ที่ควรจะร่วมคิด ร่วมอ่านเพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง ทั้งพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ บรรหาร ศิลปอาชา กลับเสนอแนวทางที่เป็นวาระส่วนตัวแทนการแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง

บิ๊กจิ๋ว ยกวาระเสื้อแดงมาเสนอเป็นแนวทางแก้ปัญหา อ้างประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องยุบสภาภายในสองเดือน ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลชุดที่สามหลังรัฐบาลขิงแก่ แล้วทำไมรัฐบาลนอมินีก่อนหน้านี้จึงมีความชอบธรรม และประชาธิปไตยมากกว่า ทั้ง ๆ ที่มาจากสภาชุดเดียวกัน ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี

ส่วน บรรหาร ก็ยังยึดมั่น ถือมั่นอยู่กับปัญหาของตัวเอง ชาติบ้านเมืองจะฉิบหายวายป่วงแค่ไหนไม่สำคัญ ขอให้แก้รัฐธรรมนูญให้กูเป็นพอ

นี่หรือ อดีตผู้นำของไทย!

จะนำชาติบ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ จึงไม่ใช่ภาระของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดกำลังโดยไม่ต้องหวั่นเกรงผล กระทบใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะถ้าวันนี้ผู้หลัก ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่ดูแลหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นักการเมืองในสภา ผู้นำเหล่าทัพ ตำรวจ องค์กรอิสระ และศาล ยังห่วงตัวเองมากกว่าห่วงชาติบ้านเมือง เมื่อถึงวันที่พวกคุณหมดอำนาจจะมาคิดเสียดายว่า ไม่พยายามทำอย่างเต็มที่ในวันที่มีอำนาจก็สายไปเสียแล้ว

อย่าให้หน้าประวัติศาสตร์การเมืองต้องบันทึกว่า ชาติล่มสลายเพราะคนรุ่นนี้ไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: