แด่ผู้กล้าบันนังสตาพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา


ขอย้ายไม่ได้ย้าย !?!…วันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขอพระราชทานยศ พล.ต.อ. ให้แก่ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ในวันที่เขาไม่ต้องการ ?!

บางคนไม่รู้จักนายตำรวจ ใหญ่ร่างท้วม ผิวคล้ำจากการกรำแดดกรำฝน ตรากตรำทำงานหนักในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายคนรู้จักเขาเมื่อครั้งหลั่งน้ำตาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะเดินทางมาร้องเรียนเรื่องโยกย้ายไม่เป็นธรรม

แต่ลึกลงไปกว่านั้น คนบันนังสตาและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้รู้ดีว่า น้ำตาของลูกผู้ชายที่ชื่อสมเพียร ผู้เป็นทั้งมือปราบ นักรบ และเพื่อน ทั้งเพื่อนของชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม เกิดจากอะไร ?

ไม่ได้เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ได้เกิดจากความมักใหญ่ใฝ่สูง หรือแม้แต่รังเกียจความตรากตรำในสามจังหวัดชายแดนใต้ หากเป็นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมองเห็นความสำคัญของ “งาน” และ “ผู้ปฏิบัติหน้าที่” ในสามจังหวัดชายแดนใต้ต่างหากที่เป็นเหตุผลหลัก

“ทุกคนทำงานเสียสละ แต่ไม่เคยได้รับการดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ตำรวจบางคนอายุมากแล้วยังเป็นแค่นายดาบ ไม่ต้องรู้จักนาย หรือเป็นลูกหลานแล้วถึงจะได้รับการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง คนบางคนถึงจะไม่มีความรู้ แต่มีผลงานก็ต้องบรรจุ ทีมงานของผมหลายคนไม่มีเงินเดือน ไม่มีค่าจ้างค่าตอบแทน ทำงานกันด้วยใจจริงๆ สู้เพื่อแผ่นดินตรงนี้…

ที่เดินทางไปโวยวายกับ สตช. ก็ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองได้ดิบได้ดี แต่อยากให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงรับรู้ว่า พวกเราทำงานกันยังไง ทำงานท่ามกลางความขาดแคลน แต่ไม่เคยเอาอุปสรรคตรงนี้ไปอ้างเพื่อสร้างปัญหา ที่ไปไม่ใช่เพราะผิดหวังที่ไม่ได้โยกย้ายไปที่อื่น แต่มันเหลือเวลาแค่ 1 ปีก็คิดว่า น่าจะทำอะไรเป็นแบบอย่างให้น้องๆ บ้าง วันนี้เราต้องมาพูดความจริงว่า ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมไม่ตอบแทนคนเหล่านี้ขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ให้เขาอยู่ในหลุมฝังศพแล้วค่อยบอกว่าเขาเป็นวีรบุรุษ…

บางคนยังไม่ได้รบถูกยิงเสียชีวิตขณะลาดตระเวนแล้วได้รับการสดุดีว่าเป็น วีรบุรุษ แล้วคนที่ทำงานหนัก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ทุกวัน ทำไมไม่ให้กำลังใจเขา”

นั่นคือบทสัมภาษณ์สุดท้ายของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ที่ให้ไว้แก่ศูนย์ข่าวอิศราและ “จรูญ ทองนวล” ช่างภาพเครือเนชั่น และได้รับการตีพิมพ์ใน นสพ.คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 มีนาคม 2553 ก่อนพบจุดจบในอีก 5 วันต่อมา

“เขาถูกลอบสังหารมา 3 ครั้งก็รอด แต่บ่นว่าผู้เป็นนายไม่เห็น แล้วยังพูดติดตลก แต่ไม่คิดว่าเป็นลางร้ายว่า สงสัยจะได้ ‘พล.ต.อ.’ แล้วมั้ง” พิมพ์ชนก เอกสมญา ภรรยาผู้กำกับสมเพียรกล่าวกับ “คม ชัด ลึก” ในวันที่สามีติดยศ พล.ต.อ. ตอนที่ดินกลบหน้าแล้ว

พ.ต.อ.สมเพียร จบจากโรงเรียนตำรวจภูธร 9 รับราชการครั้งแรกในตำแหน่งพลตำรวจ สภ.อ.บันนังสตา เมื่อปี 2513 ไต่เต้าไปตามสายอาชีพในฐานะตำรวจมือปราบจนชาวบ้านเรียกขานติดปากว่า “จ่าเพียร” แม้ปัจจุบันจะดำรงตำแหน่ง ผกก. หลายคนก็ยังชินอยู่กับยศเดิม ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เคยปะทะกับผู้ก่อการร้าย ทั้งโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.) และกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมาเกือบ 70 ครั้ง ถูกลอบยิงและลอบวางระเบิดได้รับบาดเจ็บนับสิบครั้ง แต่ก็รอดชีวิตมาได้

จากข้อมูลของศูนย์ข่าวอิศรา ปี 2519 เปิดฉากยิงปะทะ ขจก.กลุ่ม “ลาเตะ เจาะปันตัง” ที่จับตัวตำรวจและครอบครัวไปเรียกค่าไถ่ที่เทือกเขาเจาะปันตัง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ถูกสะเก็ดระเบิดที่ขาซ้ายและหน้าอก อาการสาหัสจนเกือบจะพิการ ปี 2526 ยิงปะทะกับ ขจก.กลุ่ม “คอเดร์ แกแตะ” กับพวกราว 30 คน ที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ถูกยิงที่ต้นขาขวากระสุนฝังใน

ตลอดอายุราชการเกือบ 40 ปี จนย่างเข้าสู่ช่วงวัยเกษียณ ร่างกายของผู้กำกับสมเพียรจึงเต็มไปด้วยบาดแผล พอๆ กับประกาศเกียรติคุณ แต่ที่ยังความปลาบปลื้มเป็นที่สุด คือ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้นสอง ประเภทหนึ่ง และยังเป็น “จ่าสิบตำรวจ” เพียงคนเดียวที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญมาลาเข็มกล้ากลางสมร

“เป็นเรื่องยากมากหากใครสักคนคิดว่าตัวเองมีอำนาจ มีปืน มีกฎหมาย และกำลังรบใต้บังคับบัญชาอยู่ในมือ เข้ามาทำงานในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูงอย่างบันนังสตา ไม่มีทางหรอกที่จะประสบความสำเร็จได้ หากไม่อาศัยแนวร่วมภาคประชาชน ซึ่งเป็นคนในพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือ และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะโน้มน้าวจิตใจ ดึงคนที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับเรา เคยต่อต้านอำนาจรัฐทุกรูปแบบมาเป็นพวก บางครั้งต้องอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีมาอย่างยาวนาน” พ.ต.อ.สมเพียร เคยพูดไว้เช่นนี้ก่อนเสียชีวิต

แม้จะเป็นงานยากแต่จ่าเพียรก็ทำสำเร็จ “ดอเลาะ เซ็งมะสู” ในวัยใกล้จะ 60 คนพื้นที่รู้จักในนาม “เลาะ ตะโล๊ะเว” อดีตแกนนำขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน (พูโล) เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ผู้เคยปะทะกับจ่าเพียรครั้งแล้วครั้งเล่า ปัจจุบันนี้ถือปืนยืนอยู่เคียงข้างจ่าเพียร ทำงานให้รัฐบาลอย่างแพ้ “ใจ” คนข้างๆ หรือแม้แต่ “ดอเลาะ กะจะลากิ” ในวัย 82 ปี ที่ครั้งหนึ่งหนีภัยใต้ไปอาศัยอยู่ที่นครเมกกะ ซาอุดีอาระเบีย แต่เมื่อรู้ข่าวว่าจ่าเพียรกลับมาเป็น ผกก.สภ.บันนังสตา เขาก็บินกลับมาอาสาเป็น ชรบ.หมู่บ้าน ที่อาวุโสสูงสุด

ไม่รวมนักรบอาร์เคเคใหม่อีกจำนวนไม่น้อย ที่กลับตัวกลับใจมายืนอยู่ข้างรัฐ เพียงเพราะเชื่อมั่นในตัวผู้กำกับสมเพียรและตำรวจบันนังสตา รวมถึงความร่วมมือที่ได้รับจากชาวบ้านในพื้นที่ จนพื้นที่สีแดงเข้มลดระดับความรุนแรงไปมาก…กระทั่งมาถึงคราวของผู้กำกับสม เพียรเอง !?!

จากประวัติที่ผ่านงานมาโชกโชนและช่ำชองในหน้าที่ ความเข้มแข็งของนักรบเพื่อประชาชน ยังส่งผลต่อเนื่องมาถึง “พิมพ์ชนก” ภรรยาวัย 57 ปีด้วย เธอบอกสั้นๆ ว่า ต่อไปนี้ไม่มีพี่เขาคงเหงา !?!

พิมพ์ชนก เล่าว่า วันที่สามีขึ้นไปขอความเป็นธรรมต่อผู้บังคับบัญชา พอเห็นเขาร้องไห้เธอก็ร้องตาม ได้แต่บอกให้สู้ แต่สามีอยากพักผ่อน เพราะอายุมากแล้วและเป็นโรคหัวใจ ต้องกินยาตลอด เดือนพฤษภาคมนี้ก็ต้องขึ้นไปหาหมอที่กรุงเทพฯ เธอรู้ดีว่าสามีเหนื่อยแล้ว พอลงมาจากกรุงเทพฯ ก็ให้กำลังใจ ผู้บังคับบัญชาก็ให้กำลังใจว่า เมื่อถึงเวลาก็คงมีนายตำรวจคนอื่นมาแทน ให้อดทนไว้ เขาก็ฮึดสู้ แต่ก็บ่นว่าไม่ค่อยไหวแล้วนะ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยลืมเลยก็คือคำพูดของสามีที่ว่า…

“ถ้าไม่ได้พิจารณาก็ต้องทดแทนคุณแผ่นดิน เพื่อประเทศชาติ เพราะประเทศไทยนี้ไม่ใช่ของคุณคนเดียว”

พ.ต.อ.สมเพียร มีบุตรชายกับพิมพ์ชนก 4 คน คนแรกทำไร่อยู่ภาคอีสาน คนที่สองเป็นพนักงานขับรถขนเงินธนาคารกรุงไทย สาขาหาดใหญ่ คนที่สามทำมาค้าขาย ส่วนคนสุดท้องเดินตามรอยเท้าพ่อด้วยการรับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัดภาคใต้เฉกเช่นเดียวกันกับผู้เป็นพ่อ

ส.ต.ท.โรจนินท์ เอกสมญา ผบ.หมู่ ชปข.(ชุดปฏิบัติการข่าว) กก.ตชด.44 บอกกับ “คม ชัด ลึก” ว่าพี่ๆ ทุกคนตกใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพ่อ ไม่คิดว่าพ่อจะต้องมาเสียชีวิตแบบนี้ หากพ่อรับรู้อยากจะบอกกับพ่อว่า เขาไม่คิดจะลาออกจากราชการตำรวจ แม้จะถูกลอบยิงมาแล้ว 2 ครั้ง 2 ครา พ่อไม่เคยสอนคนด้วยคำพูด แต่จะสอนให้ลูกๆ และลูกน้องเรียนรู้จากการปฏิบัติ พ่อทำงานไม่เคยหยุด อดทน อดกลั้นต่อความเจ็บปวดและยากลำบาก โดยไม่คิดท้อแท้ ครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจก็ยังต้องเจ็บปวดจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้ พิทักษ์สันติราษฎร์

“ผมรู้ว่าคนที่รู้จักพ่อ ญาติพี่น้อง ลูก เมีย ต่างก็รับรู้ดีว่าพ่อทำดีที่สุดแล้ว พ่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างที่เคยปฏิญาณไว้” ส.ต.ท.โรจนินท์ สะท้อนความรู้สึกก่อนจะเล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกัน แม่ถามว่าทำไมต้องกลับมาที่บันนังสตาอีก พ่อบอกกับแม่ว่า…

“เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดินจนกว่าชีวิตจะดับดิ้น เพราะเราคือข้าราชการของแผ่นดิน สวมเครื่องแบบพระราชทาน มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราต้องดูแลประชาชนคนไทยของท่านให้มีความสุข แม้ลำบากอันตรายเพียงไหนก็ต้องยอม…พอพ่อพูดคำนี้แม่ไม่เถียงเลยสักคำ ผมยังจำคำพูดของพ่อได้ตลอด จนตัดสินใจสมัครเป็นตำรวจ ตชด.”

ขอคารวะดวงวิญญาณ “เพชรยอดมงกุฎ” วงการสีกากีไว้ ณ ที่นี้ด้วยใจอาลัย ?!

ที่มา: คมชัดลึก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: