เงื่อนไขความรุนแรงเริ่มชัด


หลัง จากนัดหมายรวมพลตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ทำพิธีบวงสรวงเอาฤกษ์เอาชัยแล้ว วันที่ 13 มีนาคม ก็เป็นอีกวันของการเดินทางเข้าร่วมชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง วันที่ 14 มีนาคม จึงเป็นวันที่หลายฝ่าย แม้กระทั่งคนเสื้อแดงเองต่างก็เฝ้าจับตาด้วยใจระทึกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

กำหนดนัดเที่ยงวันที่ 14 มีนาคม วีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.นัดยื่นเงื่อนไขของคนเสื้อแดงที่ต้องการให้รัฐบาลยุบสภา ดูเหมือนว่าจะเป็นเงื่อนไขที่กร้าวแกร่งและไม่อาจปฏิเสธ เพราะเมื่อรวมกับจำนวนคนที่ทยอยเข้ามาเรือนแสน

แต่ด้วยเพราะเป็นเงื่อนไขที่ไม่ต่างจากที่ผ่านมา และดูจะย้อนกลับไปเมื่อครั้ง “แต่ปางก่อน” ดูอาการแล้วรัฐบาลคงเพิกเฉยมากกว่าที่จะกระตือรือร้นตอบรับ

นั่นก็คงจะไปเข้าเงื่อนไขของ นปช.ที่จะทำการล้อมเมือง ปิดตายกรุงเทพมหานคร ด้วยการเริ่มเคลื่อนไหวไปเยือนหน่วยงาน สถานที่สำคัญๆ เหมือนเมื่อเดือนเมษายน แต่ไม่ถึงขั้นปิดตายเพราะจะเป็นเงื่อนไขการสลายการชุมนุม

แต่นั่นใช่เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนอย่างนั้นหรือ ? …ไม่มีใครเชื่ออย่างนั้นแน่

จริงอยู่ จำนวนคนเรือนแสน หรือหลายๆ แสน อาจเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจบางอย่างทางการเมือง แต่จุดเปลี่ยนทางการเมืองอย่างแท้จริงแล้ว น้ำหนักยังคงอยู่ที่เหตุไม่คาดฝัน เหตุรุนแรง และการก่อวินาศกรรม เสียมากกว่า

ยิ่งคนรวมกันเป็นหมู่มาก เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น ก็ย่อมจะทำให้การชุมนุมปั่นป่วนรวนเรจนนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้”

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่ม นปช.รู้ มือที่สามก็รู้ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองรวมทั้งรัฐบาลก็รู้เช่นกัน

“งบพิเศษ” ที่ได้จากการลงขันจำนวนหนึ่งถูกนำออกมาแจกจ่ายไปยังหน่วยงานหลายหน่วย

หนึ่งในนั้นก็คือตำรวจนครบาล และถูกกระจายไปยังแต่ละ สน.อย่างรวดเร็ว

คำสั่งที่แนบไปด้วยก็คือ ให้ทุก สน.จัดการดูแลพื้นที่ของตนเองให้รัดกุม ใช้งบประมาณที่ได้รับไปให้คุ้มค่า และรัดกุมที่สุด เพื่อป้องกันเหตุร้าย เหตุวินาศกรรม…หาก สน.ใดเกิดเหตุระเบิด หรือวินาศกรรมขึ้น ผู้กำกับการ สน.นั้น จะต้องถูกพิจารณาโยกย้ายออกจากพื้นที่ในทันที !

คำสั่งนี้ถูกแปลเป็นการปฏิบัติตั้งแต่ค่ำคืนวันที่ 12 มีนาคม

“ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน” ที่หากได้จากคนในพื้นที่ ถูกนำมาจัดตั้งทำความเข้าใจ เฝ้าระวังในจุดต่างๆ ทั้งพื้นที่ทุก สน.เพื่อป้องกันเหตุ…ใครมีพฤติกรรมลับๆ ล่อๆ น่าสงสัย จะต้องถูกตามประกบและรายงานไปยัง สน.โดยด่วน

แต่นั่นก็ดูเหมือนว่าโชคดีที่ไม่มีเหตุรุนแรงขึ้น จึงเหมือนกับซักซ้อมการปฏิบัติในสถานการณ์จริง เพราะที่คาดการณ์กันไว้นั้น เป็นค่ำคืนวันที่ 14 มีนาคม เรื่อยไปจนถึงเช้าวันที่ 15 มีนาคม

ถามว่าแล้วใครจะลงมือปฏิบัติ เป็นมือที่สาม หรือมือที่หนึ่ง หรือมือที่สอง…คำตอบก็คือ เป็นไปได้ทั้งนั้น

ไม่ต่างจากฝ่ายศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.)  เองก็หวั่นว่า เมื่อคนเข้ามาจำนวนมากแล้ว เหตุรุนแรงที่ประเมินกันไว้ในก่อนหน้านี้ว่ามีถึง 40 จุด ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก

โดยเฉพาะหากจับสัญญาณที่กลุ่มผู้ชุมนุมปลุกเร้าการชุมนุมตั้งแต่แรกว่า การชุมนุมครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้าย
ไล่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โค่นอำมาตย์ !

คำถามก็ยังคงเหมือนเดิมก็คือ แล้วกลุ่มผู้ชุมนุมจะมีเรื่องราวอะไรไปขับไล่ ไปโค่นล้ม

ลำพังข้อกล่าวหาเดิมๆ ที่เรียกร้องกันนั้น หลายคนที่มาชุมนุมแทบจะท่องจำได้กันหมดแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็ยังคงเป็นประธานองคมนตรี

การรวมตัวกันครั้งนี้ จึงน่าจะมีความหมายไปมากกว่าที่เคยเป็น ยิ่งกระแสข่าวชัดเจนว่า ท่อน้ำเลี้ยงที่เคยไหลกะปริบกะปรอยก็พลันเทพรวดออกมาเมื่อค่ำคืนวันที่ 12 มีนาคม

สอดรับกับกระแสข่าวเครือญาติตระกูลชินวัตรคนสำคัญได้พากันเดินทางออกนอก ประเทศ พร้อมๆ กับมีข่าวว่า ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางออกจากดูไบ มาที่เสียมราฐ   ประเทศกัมพูชา เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 13 มีนาคม

คนที่ต้องระวังไปอยู่ในที่ปลอดภัย ขณะเดียวกัน การนำสาร การบัญชาการ หากอยู่ใกล้กันเพียงชายแดนกั้น ก็ย่อมจะเกิดความสะดวกรวดเร็วมากกว่าการสั่งการที่ดูไบ

สถานการณ์นับแต่ค่ำวันที่ 13 มีนาคม เรื่อยไป จึงเรียกได้ว่า แม้เงื่อนไขการชุมนุมยังไม่มีการแถลง แต่เงื่อนไขความรุนแรงกำลังเด่นชัด.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: