ศาลฎีกาฯ ชี้คดี”ยึดทรัพย์”สมัย รสช.กับ คมช.ต่างกัน


ศาลฎีกาฯ แจงคดียึดทรัพย์สมัยรสช.กับคมช.ต่างกัน เหตุรสช.ตั้งคณะขึ้นมายึดเองเบ็ดเสร็จก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล ส่วนยึดทรัพย์ “แม้ว”มีการสอบสวนหลายชั้นก่อนอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อถูกหลอกลงชื่อถอดผู้พิพากษาเพราะมีผลผูกพันกับตัว เอง

วันที่( 6 มี.ค.)เวลา 08.30 น. ที่โรงแรมแกรนด์ แปซิฟิค โซเวอเรน รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธานประชุมคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) วาระพิเศษ เพื่อพิจารณาในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาต (ป.ป.ช.) ตั้งกรรมการไต่สวน นายอิทธิพล โสขุมา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ ใช้เวลาประชุมนานราว 6 ชั่วโมง

นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และเลขานุการ ก.ต. กล่าวว่า การประชุมจัดขึ้นเพื่อหาทางออกระหว่างศาลกับ ป.ป.ช. โดยที่ประชุมไม่ได้หยิบยกเรื่อง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ที่ตีความว่าเป็นการให้อำนาจ ป.ป.ช. สอบผู้พิพากษา ขัดรัฐธรรมนูญ ม.197 ที่บัญญัติอำนาจอิสระของผู้พิพากษามาพิจารณา และไม่มีการหยิบยกเรื่อง ม.220 บัญญัติเรื่องการลงโทษผู้พิพากษาหรือไม่มาลงมติ รวมถึงในประเด็นที่ ป.ป.ช.ตั้งกรรมการไต่สวนผู้พิพากษา เป็นการลุอำนาจมาลงมติด้วย เพราะการอภิปรายครั้งนี้ไม่ต้องการให้เกิดความกระทบกระทั่งกันระหว่างสอง องค์กร  ที่อาจต้องทำความเข้าใจกัน การที่นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ขอพบประธานศาลฎีกา เพื่อทำความเข้าใจจึงเป็นไปได้สูง

ผู้สื่อข่าวถามว่าในเรื่องที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น มีการเปรียบเทียบกันระหว่างว่าคดียึดทรัพย์ในสมัย รสช. กับ คมช. ซึ่งในสมัย รสช.นั้น ศาลมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินให้นักการเมืองที่สั่งยึดไว้ นายวิรัช กล่าวว่า ทั้งสองสมัยมีความแตกต่างกัน เพราะสมัย รสช.มีการจัดตั้งคณะบุคคลขึ้นทำการยึดทรัพย์เองแบบเบ็ดเสร็จ ก่อนจะเปิดช่องให้นำคดีเข้าสู่ศาล เมื่อศาลเห็นว่าไม่ควรยึดจึงมีคำสั่งให้คืนทรัพย์ที่ยึดไว้ ส่วนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เนื่องมาจาก คตส. สอบสวนก่อนส่งเรื่องต่อให้ ป.ป.ช. สรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ มีกระบวนการที่แตกต่างกัน

เมื่อถามว่ามีการอ้างว่าศาลฎีกาฯตัดสินขัดกับ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่คำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.แก้ไขภาษี 2 ฉบับไม่ขัดรัฐธรรมนูญ นายวิรัช กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมาย ว่า พ.ร.ก.นั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนศาลฎีกาฯ วินิจฉัยในเรื่องพฤติกรรมว่าเป็นการแก้ไข พ.ร.ก.เพื่อเอื้อประโยชน์ตัวเองหรือไม่ เป็นการวินิจฉัยที่แตกต่างกัน

ส่วนกรณีที่ นายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย รวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์  ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา องค์คณะผู้พิพากษาคดีที่ตัดสินให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายวิรัชกล่าวว่า กรณีดังกล่าวศาลยุติธรรมต้องดูข้อกล่าวหาว่าที่อ้างว่าจะใช้ถอดถอนก่อน จากนั้นจึงมาพิจารณาว่าข้อกล่าวหาเป็นอย่างไร ส่วนที่กล่าวหาว่าผู้พิพากษาทั้ง 2  ไม่เปิดโอกาสให้พยานฝ่ายจำเลยเบิกความอย่างเต็มที่นั้น เห็นว่าเรื่องกระบวนการพิจารณาในศาล ขึ้นอยู่กับดุลพินิจขององค์คณะว่าเห็นควรอย่างไร ส่วนที่ตนออกมาเตือนเรื่องการลงชื่อของประชาชนทั่วไปนั้นอาจถูกศาลฟ้องกลับ ได้ ไม่ใช่การข่มขู่ แต่ต้องการให้ความรู้กับประชาชน ไม่ให้ถูกหลอกไปร่วมลงชื่อ เพราะการกระทำนั้นมีผลผูกพันต่อผู้ไปร่วมลงชื่อด้ว.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: