พจมานแถลงศาลรวยพันล้าน ก่อนทักษิณเป็นนายกฯ


พจมานส่งทนายความยื่นแถลงปิดคดียึดทรัพย์ต่อศาลฎีกาฯ นักการเมือง เผยรวยเป็นพันล้านบาทก่อนทักษิณเป็นนายกฯ

นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมเสมียนทนายความ เดินทางไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อยื่นคำแถลงปิดคดี พร้อมระบุว่า วันนี้ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีใน 16 ประเด็นเพื่อแก้ข้อกล่าวหาของอัยการ โดยเสนอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นในการยึดทรัพย์ใหม่ และยืนยันว่า คุณหญิงพจมานมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน ธนบัตร และเงินสด กว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งได้มาก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ

ส่วนประเด็นการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งข้อกล่าวหาที่อัยการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของครอบครัว ใน 5 ข้อหานั้น ได้มีการยื่นคำแถลงแก้ข้อกล่าวหาไปแล้วก่อนหน้านี้

ขณะที่นายวิโรจน์ ดุษฎี อัยการประจำกรม สำนักงานคดีพิเศษ นำคำแถลงปิดคดีในส่วนของอัยการมายื่นแล้วเช่นกัน พร้อมปฏิเสธตอบคำถามใดๆ ต่อสื่อมวลชน

วานนี้ ( 8 ก.พ.) นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล รองอธิบดีอัยการคดีพิเศษ คณะทำงานอัยการคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท กล่าวว่า การยื่นคำแถลงปิดคดีว่า คณะทำงานเตรียมยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง ในวันที่ 9 ก.พ. ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นที่ยื่นแถลงปิดคดีจะเปิดเผยได้แต่ต้องรอยื่น ต่อศาลฎีกาฯให้เสร็จสิ้นก่อน

***รายละเอียดคำแถลงปิดคดี คุณหญิงพจมาน  ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยื่นคัดค้านต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวม 16 ประเด็น

–  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ไม่ได้ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปผ่านบุตร ญาติพี่น้อง เพราะโอนขายหุ้นจำนวน 69,300,000 หุ้นราคาหุ้นละ 10 บาทให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายและนายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ พี่ชายบุญธรรม ไปตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2543 ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณเข้าสู่การเมือง

– พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานมีเจตนาโอนซื้อขายหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้และนายบรรณ พจน์จริงโดยมีหลักฐานเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าซื้อหุ้นชินคอร์ปซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้เป็นหลักฐาน

ในการแจ้งรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ในปี 2544 หรือก่อนเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การกล่าวหาว่าไม่ได้โอนขายหุ้นชินคอร์ปกันจริงถือเป็นการคาดเดาหรือบิดเบือน ข้อเท็จจริง

– คุณหญิงพจมานยืนยันว่าได้รับชำระเงินค่าซื้อหุ้นชินคอร์ปตามตั๋วสัญญาใช้ เงิน 4 ฉบับจากนายพานทองแท้เป็นจำนวนเงิน 5,056,348,840 บาท และไม่ได้เป็นการรับเงินชำระหนี้ค่าหุ้นเกินกว่ามูลหนี้ที่แท้จริงตาม คตส.กล่าวหา

– การขายหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้นายบรรณพจน์เพียงหุ้นละ 10 บาทต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึงราคาหุ้นละ 15 บาท  เป็นเพราะซื้อขายกันระหว่างแม่กับลูก ซึ่งได้ตกลงซื้อขายในราคาทุนหรือราคาพาร์ของหุ้นแต่ละตัว ส่วนนายบรรณพจน์ก็ขายให้ในฐานะเกื้อกูลกันมาตั้งแต่เด็กและนายบรรณพจน์ร่วม ก่อตั้งชินคอร์ป

– กรณีหลังโอนขายหุ้นให้นายพานทองแท้แล้ว  น.ส.พิณทองทา บุตรสาว เข้าซื้อหุ้นชินคอร์ปต่อจากนายพานทองแท้โดยคุณหญิงพจมานจ่ายเช็ดชำระค่าหุ้น ให้นายพานทองแท้ แต่เงินนั้นถูกโอนกลับเข้าบัญชีคุณหญิงพจมาน ประเด็นนี้ น.ส.พิณทองทา เบิกความยืนยันว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่คุณหญิงพจมานให้ในวันเกิด 17 เม.ย. 2545 จำนวน 370,000,000 บาทจึงนำไปซื้อหุ้นจากพี่ชายซึ่งต้องการให้ลงทุนร่วมจึงแบ่งขายหุ้นให้

– กรณีข้อกล่าวหา น.ส.พิณทองทา ถือหุ้นชินคอร์ปแทนคุณหญิงพจมานและรับเงินปันผลจากชินคอร์ป 485,829,800 บาทส่งให้คุณหญิงพจมานโดยทำเป็นจ่ายค่าซื้อหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 5 บริษัทจากบริษัท วินมาร์ค จำกัด  ประเด็นนี้ นายมาห์มู๊ด  โมฮัมหมัด อัล  อันซารี เจ้าของวินมาร์คให้การศาลดูไบรับรองคำให้การยืนยันว่า เป็นเจ้าของวินมาร์คที่แท้จริงแต่เพียงผู้เดียว ซื้อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานในปี 2543 และรับโอนหุ้นชินคอร์ปมาจากธนาคาร UBS AG สิงคโปร์ในปี 2544 วินมาร์ค จึงไม่ใช่เป็นบริษัทของคุณหญิงพจมานและ พ.ต.ท.ทักษิณ

– กรณีบุตร และญาติพี่น้องรับเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปแล้วโอนเข้าบัญชีคุณหญิงพจมานซึ่ง เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ประเด็นนี้ นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา นายบรรณพจน์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปแสดงบัญชีเงินฝากส่วนตัวว่าได้รับเงินปันผลและ นำเงินไปใช้จ่ายตลอด ไม่ได้โอนให้คุณหญิงพจมาน

– กรณีข้อกล่าวหานายบรรณพจน์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 68,090,050 ในปี 2542โดยคุณหญิงพจมานเป็นผู้จ่ายเงินชำระค่าหุ้น และไม่ปรากฏหลักฐานว่านายบรรณพจน์ได้ชำระเงินค่าหุ้นนั้นคืนคุณหญิงพจมาน ประเด็นนี้ชี้แจ้งว่า นายบรรณพจน์ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนแต่เงินไม่พอจึงขอยืมเงินคุณหญิงพจมาน โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระหนี้เงินยืมและได้ชำระแล้วเป็นจำนวน 450,385,225 บาท ดังนั้นสิทธิในหุ้นเพิ่มทุนนี้จึงเป็นของนายบรรณพจน์ ไม่ใช่ของคุณหญิงพจมาน

– กรณีนายบรรณพจน์ได้รับเงินปันผลจากชินคอร์ปแล้วโอนชำระหนี้ให้คุณหญิงพจมาน 450,385,225  แต่ยังมียอดเงิน 1,296,446,033 เก็บไว้ในบัญชีนายบรรณพจน์ตลอดมา เพราะหุ้นชินคอร์ปเป็นกรรมสิทธิ์ของนายบรรณพจน์ เงินปันผลจึงตกเป็นของนายบรรณพจน์ ส่วนเงินที่นำมาชำระก็เป็นเงินชำระหนี้ที่ยืมไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนในปี 2542 มิใช่ส่งเงินปันผลคืนเจ้าของหุ้นตัวจริงตามข้อกล่าวหา

– กรณีเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 49 พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานรวมหุ้นชินคอร์ปและเทขายให้กองทุนเทมาเส็ก มีการฝากเงินขายหุ้นและเงินปันผลไว้ในบัญชีส่วนตัวของนายบรรณพจน์ ซึ่งทยอยโอนมายังกิจการต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน  ประเด็นนี้ชี้แจงว่า นายบรรณพจน์เป็นเพียงผู้รวบรวมขายหุ้นชินคอร์ปให้กองทุนเทมาเส็กแล้วนำเงิน ขายหุ้นโอนให้เจ้าของหุ้นแต่ละคน พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

-กรณีนายบรรณพจน์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 102,135,225 บาทเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2542 ให้คุณหญิงพจมานย้อนหลัง เพราะในขณะออกตั๋วยังไม่ได้เป็นคุณหญิง  ข้อเท็จจริงเป็นเพราะตั๋วสัญญาใบเดิมที่ยังใช้คำว่า นางพจมานสูญหาย นายบรรณพจน์จึงออกให้ใหม่ขณะนั้นได้รับพระราชทานเป็นคุณหญิงพอดี

– กรณีนายแก้วสรร  อติโพธิ คตส.ระบุว่าการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติเพราะพบหลักฐานเอกสารซึ่งได้จากนาง กาญจนาภา  หงส์เหิน เลขานุการคุณหญิงพจมานนำส่งใบรับฝากหุ้นชินคอร์ปของแอมเพิลริชที่ธนาคาร

ยูบีเอสดูแล และพบว่าผู้มีอำนาจลงนามคือ ที-ชินวัตร ประเด็นนี้เห็นว่า นายแก้วสรรมีอคติและเป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนางกาญจนาภาส่งหลักฐานให้เพื่อยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้จัดตั้งและมีอำนาจลงนาม

ในแอมเพิลริชในช่วงปี 2542 ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาได้โอนขายหุ้นแอมเพิลริชให้นายพานทองแท้ในวันที่ 1 ธ.ค. 2543 พ.ต.ท.ทักษิณจึงไม่ใช่เจ้าของหุ้นแอมเพิลริช

-กรณีข้อกล่าวหาว่าทรัพย์สินของคุณหญิงพจมานเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิด ปกติ หรือร่ำรวยผิดปกติ คุณหญิงพจมานยืนยันว่า ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นทรัพย์สินที่ พ.ต.ท.ทักษิณยื่นต่อ ป.ป.ช.ปี 2544 -2550 และยื่นบัญชีทรัพย์สินในส่วนของคุณหญิงพจมานในฐานะคู่สมรสด้วยและภายหลังถูก รัฐประหารทรัพย์สินของคุณหญิงพจมานไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่แจ้ง ป.ป.ช.จนมีลักษณะร่ำรวยเพิ่มขึ้นหรือลดลงจนผิดปกติแต่อย่างใด

-กรณีข้อกล่าวหาว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นร่ำรวยผิดปกติมาจากการปฏิบัติ หน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ได้ชี้แจ้งให้ศาลเห็นแล้วว่าทรัพย์สินมีมาก่อน พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี  และจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นชินคอร์ปไปตั้งแต่ 1 ก.ย. 2543 จึงไม่มีทรัพย์สินใดที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่

-กรณีกล่าวหาว่าคุณหญิงพจมานแม้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นคู่สมรสซึ่งรู้เห็นการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณโดยตลอด ทรัพย์ของคุณหญิงพจมานจึงเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงขอให้ยึดเงินได้จากการขายหุ้นจำนวน 70,864,879,416 บาทและเงินปันผลจำนวน 7,011,716,983 บาท นั้นคุณหญิงพจมานให้การว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับการเล่นการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ และระหว่างสามีเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยเข้าไปให้ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้ แก่ชินคอร์ปหรือบริษัทในเครือ

– ข้อเท็จจริงโดยสรุป หุ้นชินคอร์ป มีอัตราขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจและตลาดหลักทรัพย์ ราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของหุ้นจึงเป็นไปตามปกติ มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติ หน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณโดยไม่สมควรแต่อย่างใด การที่อัยการสูงสุดร้องขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่กลุ่มกองทุน เทมาเส็ก และเงินปันผลให้ตกเป็นของแผ่นดินจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหุ้นดังกล่าวไม่ใช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน จึงไม่สามารถยึดเงินดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลยกคำร้องและมีคำสั่งเพิกถอนอายัดเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของคุณ หญิงพจมาน.

***รายละเอียดคำแถลงปิดคดีของนายจุลสิงห์  วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ในคดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้านบาท

คำแถลงปิดคดียึดทรัพย์ของนายจุลสิงห์  วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด รวม 121 หน้าสรุปว่าคดีนี้อัยการร้องขอให้ศาลยึดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ซึ่งร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน สืบเนื่องจาก ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี 2 วาระ ในวันที่  9 ก.พ. 44  และวันที่ 9 มี.ค.  48 ได้ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัดมหาชน จำนวน 1,419,490,150 หุ้นเป็นเงินจำนวน76,621,603,061.05 บาท ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงแต่ปกปิดและอำพรางหุ้น ไว้ ในชื่อนายพานทองแท้  น.ส.พิณทองทา  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ถือหุ้นแทน  นอกจากนั้นยังได้ทรัพย์สินมาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและ ประโยชน์ส่วนรวมเป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ

โดยหุ้นชินคอร์ป 48 % ที่ขายให้กับกองทุนเทมาเส็กเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานและ พ.ต.ท.ทักษิณไม่แสดงรายการหุ้นดังกล่าวต่อ ปปช. ซึ่งต่อมาวันที่ 23 ม.ค. 49 พ.ต.ท.ทักษิณได้ขายหุ้นให้แก่ กลุ่มกองทุนเทมาเส็ก โดยมีบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และ บริษัทแอสแพน โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ซื้อจำนวน 69,722,880,932.05 บาท และตั้งแต่ปี 46-48 ชินคอร์ป ได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงิน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับจากหุ้นทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวเป็นการได้มาโดยไม่สมควร

นอกจากนี้ จากพยานหลักฐานยังฟังได้ว่า บริษัทวินมาร์ค และบริษัทแอมเพิลริช เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยให้บุตรและเครือญาติถือหุ้นแทน โดยการซื้อขายกันนั้นเป็นราคาต้นทุนที่ซื้อขายต่ำกว่าราคาตลาดเป็นอันมาก และการซื้อขายจะไม่มีการชำระเงินจากผู้ซื้ออย่างแท้จริง แต่จะใช้วิธียืมเงินผู้ขายหรือ ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยเงินปันผลทั้งหมดต้องส่งคืนให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานทั้งหมด

ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรียังได้เอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและบริษัทใน เครือ 5 กรณีคือ 1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต  2.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตรา ส่วนแบ่ง รายได้จากให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน 3.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาต ให้ใช้เครือข่ายร่วม(Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและเอไอเอส4.ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการ ดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและบริษัทชินแซท 5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่า กู้เงินจำนวน 4,000,000,000 บาท จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชินแซท

มาตรการเอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปฯทั้ง 5 ประการล้วนแต่มีลักษณะไม่สมเหตุผล บิดเบือนหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบของกฎหมาย สร้างความเสียหายต่อส่วนรวมอย่างร้ายแรง จนทำให้วินิจฉัยได้ว่า เป็นประโยชน์โดยมิชอบที่ฝ่ายบริหารซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ดูแลรับผิดชอบ จงใจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนโดยเฉพาะ ส่วนผู้คัดค้านทั้ง 22 คนซึ่งถูก คตส.สั่งอายัดทรัพย์สินไว้จำนวน 73,667,987,902.60 บาท พร้อมดอกผล ซึ่งได้รับแจ้งยืนยันสามารถอายัดเงินและทรัพย์สินไว้ได้บางส่วนรวมเป็นเงิน 66,762,927,024.25 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 – 6 , 9 -16 , 18 และ 20 – 22 ต่างเบิกความประกอบการไต่สวนว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้รับจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานตามที่ คตส.มีมติว่าเป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และให้ร้องขอศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินคดีนี้จริง จึงขอศาลมีคำสั่งให้ผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าว

ส่งเงินหรือทรัพย์สินที่ คตส.อายัดไว้ให้แก่กระทรวงการคลัง ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงขอศาลโปรดพิจารณามีคำสั่งยกคำคัดค้านของพ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านจำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน.

ที่มา: โพสต์ทูเดย์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: