ครู น้อยซึ้ง-แห่ช่วย ถกเจ้าหนี้ 2รายยอมพักดอก


พงศพัศลุยเจรจา ขอบริจาคแล้ว8 พม.รับดูแลเด็ก ชี้ต้องลดภาระ!

“พงศพัศ”นำตร. เปิดเจรจาเจ้าหนี้”ครูน้อย” ล่าสุดรวบรวมเจ้าหนี้ได้ 13 ราย ยอดหนี้รวม 4 ล้าน 2 เจ้าหนี้รายใหญ่ประเดิมยกเก็บดอกเบี้ยไว้ก่อน ยอมรับรู้จักครูน้อยมานาน เป็นคนดี ตั้งใจเลี้ยงดูเด็กๆ แม่ครูของเด็กยากไร้เผยมีผู้ใจบุญติดต่อขอช่วยเหลือมาแล้ว 8 ราย โฆษกตร.ระบุตอนนี้ต้องให้เงินบริจาคไปถึงเด็ก โดยไม่เกี่ยวกับหนี้สิน ซึ่งจะหาทางดูแลกันต่อไป กระทรวงพม.ตั้งรมต.-ปลัด-อธิบดี-ผอ. ประสานเสียง ที่ผ่านมาไปบ้านครูน้อยหลายครั้ง สนับสนุนต่อเนื่องมาตลอดทั้งค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน แต่ครูน้อยแบกภาระมากเกินไป และการบริหารเงินก็ไม่เป็นระบบ อยากให้มอบเด็กๆ มาอยู่ในความดูแลของพม.ที่มีสถานที่และงบฯ รองรับดีกว่า

จาก กรณีนางนวลน้อย ทิมกุล หรือครูน้อย อายุ 67 ปี เจ้าของสถานรับเลี้ยงเด็กยากจนบ้านครูน้อย ย่านซอยราษฎรบูรณะ 26 กทม. ซึ่งเปิดบ้านเลี้ยงดูเด็กยากไร้มานาน 30 ปี ตัดสินใจร้องเรียนพล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผบ.ตร. และโฆษกตร. เนื่องจากเดือดร้อนเป็นหนี้ถึง 8 ล้านบาท จากการกู้เงินนอกระบบมาเป็นค่าใช้จ่าย เฉพาะดอกเบี้ยต้องส่งเจ้าหน้าหนี้ถึงวันละ 5 หมื่นบาท โดยปัจจุบันครูน้อยมีเด็กในความดูแล 70 กว่าคน ค่าใช้จ่ายตกเดือนละกว่า 2 แสนบาท โดยครูน้อยวิงวอนทั้งน้ำตาขอร้องเจ้าหนี้ประมาณ 20 ราย ให้ช่วยผ่อนปรนด้วย เพราะไม่เบี้ยวหนี้อยู่แล้ว แต่ระยะหลังค่าใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่เงินช่วยเหลือและเงินบริจาคลดน้อยลง ด้านผู้ช่วยผบ.ตร.รับช่วยเหลือแม่ครูคนยากของเด็กยากไร้อย่างเต็มความสามารถ ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 ก.พ. พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษก ตร. พร้อมด้วย พ.ต.อ. ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบก.น.8 พ.ต.อ.ดุสิต สมศักดิ์ ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ มาพบนางนวลน้อย ทิมกุล หรือครูน้อย ที่สถานรับเลี้ยงเด็กยากจนบ้านครูน้อย เลขที่ 319 ม.1 ซอยราษฎร์บูรณะ 26 แขวงและเขตราษฎร์บูรณะ กทม. เพื่อดูแลการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างครูน้อยกับเจ้าหนี้ โดยผู้ช่วย ผบ.ตร. มอบหมาย ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบรายชื่อเจ้าหนี้ทั้งหมด พบว่ามีเจ้าหนี้ที่แจ้งและยังไม่ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 21 ราย ในจำนวนนี้ 6 ราย เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่

นายกมล หรือป้อ ถาวรวงษ์ อายุ 67 ปี เจ้าหนี้รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนทำธุรกิจอสังหาริม ทรัพย์ รู้จักกับครูน้อยมานานแล้ว เมื่อปี 2548 ครูน้อยขอยืมเงินโดยบอกว่าเดือดร้อนตนก็ให้ยืม จากนั้นครูน้อยยืมเงินเรื่อยมา คิดเป็นเงินต้นจำ นวน 550,000 บาท รวมทั้งต้นและดอกถึงขณะนี้ 1,300,000 บาท ซึ่งครูน้อยชำระมาแล้วจนเหลือเฉพาะเงินต้น สาเหตุที่ให้ยืมเพราะเห็นว่าเดือดร้อนจริงๆ พอเกิดเรื่องขึ้นก็จะยกหนี้ไว้ก่อน แต่ยังมีเงินอีก 3 แสนบาท ที่ครูน้อยยืมก่อนหน้านี้ซึ่งคงไม่ยกให้ เจ้าหน้าที่จึงให้นายกมลนำหลักฐานมาแสดง

นายสมชาย รัตนิพนธ์ อายุ 55 ปี เจ้าหนี้อีกราย กล่าวว่า รู้จักกับครูน้อยมาหลายปีแล้ว ครูน้อยยืมเงินไปทั้งหมด 7 แสนบาท ตกลงจะจ่ายดอกเบี้ยวันละ 2 พันบาท โดยไม่ได้ทำสัญญากู้เงิน เพราะเชื่อใจรู้จักกันมานาน สำหรับหนี้สินก้อนนี้ขอปรึกษาเพื่อนๆ ซึ่งเป็นเจ้าของเงินว่าจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าจะให้หยุดเก็บดอกรายวันไว้ก่อนก็ไม่มีปัญหาเพราะรู้ว่าเดือดร้อน

ด้าน พล.ต.ท.พงศพัศ เปิดเผยว่า วันนี้มาเพื่อให้เจ้าหน้าที่รวบรวมรายชื่อเจ้าหนี้ทั้งหมด และจำนวนเงินที่ครูน้อยเป็นหนี้ โดยเจรจากับเจ้าหนี้ทุกรายขอให้หยุดเก็บในส่วนดอกเบี้ยรายวันตั้งแต่เมื่อ วานนี้ และจะตรวจสอบยอดเงินระหว่างครูน้อยกับเจ้าหนี้ให้ตัวเลขตรงกันจากหลักฐานการ กู้เงิน การเจรจากับเจ้าหนี้อาจจะได้รับการลดหนี้บางส่วน หรือจะจ่ายคืนหนี้อย่างไร หรือช่วยเหลือครูน้อยเรื่องอื่นๆ เพื่อให้หนี้หมดโดยเร็ว จะได้ไม่เป็นงูกินหางเหมือนขณะนี้

ขณะที่ครู น้อย กล่าวว่า ที่กล่าวหาว่าตนนำเงินบริจาคไปให้ลูกชายซื้อรถยนต์และที่ดิน 70 ไร่นั้น ไม่เป็นความจริง มีเพียงบ้าน จ.สระบุรี ที่ลูกชายซื้อด้วยเงินตัวเอง ส่วนรถยนต์ไม่เคยซื้อให้ รถที่ลูกชายใช้อยู่ทุกวันนี้ก็แทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว ทุกครั้งที่ได้รับเงินบริจาคจะออกเป็นใบเสร็จไว้ให้ แต่ไม่ได้ทำบัญชีว่าใช้จ่ายเงินไปอย่างไรบ้าง ระยะหลังคนบริจาคน้อยลง แต่ตนเคยให้เด็กเท่าไหร่ก็ยังให้เท่าเดิม

“เมื่อเป็นหนี้ถือเป็นความ บกพร่องของตัวเอง ยอมรับว่าที่ผ่านมาทุ่มเททุกอย่างให้เด็กโดยไม่คิดอะไร เด็กๆ อยากได้อะไรก็พยายามหาให้ ตลอด มาแบกรับความทุกข์ไว้คนเดียว ไม่เคยแสดงให้เด็กเห็น หลังจากมีข่าวออกไปมีผู้โทรศัพท์แจ้งความประสงค์ช่วยเหลือแล้ว 8 ราย โดยจะโอนเงินมาให้ ไม่ได้มาบริจาคด้วยตนเอง” ครูน้อยกล่าว

พล.ต.ท.พง ศพัศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้รวบรวมรายชื่อเจ้าหนี้ได้ทั้งหมด 13 ราย คิดเป็นมูลค่าหนี้ 3,880,000 บาท ทำอย่างไรจะให้เงินที่ได้รับบริจาคมาไม่ต้องนำไปใช้หนี้ แต่ให้ถึงมือเด็กจริงๆ ส่วนที่มีคนสงสัยเรื่องความโปร่งใสการ ใช้จ่ายเงินของบ้านครูน้อยนั้นคงต้องฟังหูไว้หู ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง เบื้องต้นคิดแค่ว่าทำอย่างไรให้ครูน้อยมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไป เพราะครูน้อยทุ่มเทกับเด็กยากไร้มาตลอด

พล.ต.อ.ดุสิต สมศักดิ์ ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ กล่าวว่า ได้จัดตำรวจดูแลบ้านครูน้อยตลอด 24 ช.ม. แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีผู้มาก่อความวุ่นวาย เพราะเจ้าหนี้รายใหญ่ได้เจรจาพูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเจ้าหนี้รายเล็กๆ ซึ่งไม่น่ามีปัญหา

ต่อมานายสถาพร คำแท่ง ผอ.สำนักคุ้ม ครองสวัสดิภาพหญิงและเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินทางมาบ้านครูน้อยเพื่อรับทราบข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นนายสถาพรกล่าวว่า มาดูข้อมูลและสภาพเป็นจริงเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

ด้านนายอิส สระ สมชัย รมว.พม. ให้สัม ภาษณ์ว่า เท่าที่ทราบครูน้อยจ่ายเงินให้กับเด็กไม่เป็นระบบ ไม่มีบัญชี เด็กที่มารับเงินเป็นเด็กในชุมชนไม่ใช่เด็กในบ้าน แต่ปัญหาหนี้นอกระบบ ตนเห็นด้วยที่ตำรวจเชิญเจ้าหนี้ทั้งหมดมาหารือเพื่อแก้ปัญหา เพราะจ่ายหนี้วันละ 5 หมื่น หรือเดือนละ 1,500,000 บาท จะใช้หนี้อย่างไร กระ ทรวงคงใช้หนี้แทนครูน้อยไม่ไหว แต่สามารถรับเด็กในบ้านครูน้อยมาเลี้ยงดูได้ หรือให้เด็กอยู่ในความดูแลของครอบครัวอุปการะ โดยกระ ทรวงจะอุดหนุนค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร ตนอยากแนะนำครูน้อยว่าปัญหาอุปสรรคมากมายอย่างนี้ การดูแลเด็กอาจทำได้ไม่ดี ขอให้นำเด็กมาให้พม.ดูแล เพื่อตัดภาระค่าใช้จ่ายจะดีกว่าหรือไม่

นาง พนิตา กำภู ณ อยุธยา อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พม. กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเอกชนบางคนอยากทำเอง บ้านครูน้อยจดทะเบียนเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ตั้งแต่ปี 2535 และต่ออายุอีกครั้งเมื่อปี 2542 จริงๆ แล้วพม.ไปตรวจสถานที่ ตามกฎหมายจะรับเลี้ยงเด็กได้ไม่เกิน 15 คน อายุไม่เกิน 6 ขวบ จะได้รับอุดหนุนเงินค่าอาหารหัวละ 48 บาทต่อวัน แม้เด็กจะอายุเกิน 6 ขวบ ที่ผ่านมาก็จ่ายเงินอุดหนุนให้ตลอด แม้ครูน้อยจะไม่แจ้งต่ออายุสถานรับเลี้ยงเด็กทุกปีก็ตาม พม.ยังอุดหนุนเงินให้ จนปี 2553 รายชื่อเด็กที่ครูน้อยส่งมาอายุเกิน 18 ปี ทั้งหมดแล้ว และครูน้อยไม่ได้แจ้งรายชื่อใหม่เข้ามา กระทรวงจึงหยุดจ่ายเงินไว้ก่อน อย่างไรก็ ตามครูน้อยเคยร้องเรียนพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เมื่อปี 2550 กระทรวงก็ช่วยจ่ายเงินให้อีกกว่า 43,000 บาท พร้อมทั้งสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง

นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดพม. กล่าวว่า กระทรวงช่วยเหลือบ้านครูน้อยมาตลอด ตั้งแต่ประสบปัญหาเมื่อปี 2547 จนถึงปัจจุบัน โดยช่วยค่าอาหารเด็กเดือนละกว่า 10,000 บาท ปีละแสนกว่าบาท ล่าสุดเมื่อเกิดปัญหาได้ส่งนักสังคมสงเคราะห์ไปดู พบว่าครูน้อยมีเด็กดูแล 72 คน แต่ที่กินอยู่นอนค้างบ้านครูน้อยมี 18 คน ส่วนที่เหลือเป็นเด็กในชุมชนที่มีพ่อแม่จะกลับไปนอนบ้าน แต่ตอนเช้ามากินข้าวและรับเงินไปโรง เรียน ตนไปบ้านครูน้อยหลายครั้ง เคยพูดคุยกับครูน้อยแล้วว่ากรณีเด็กที่เลี้ยงไม่ได้จริงๆ สามารถ ส่งให้กระทรวงดูแลได้ไม่ขัดข้อง

“ความจริงบ้านครูน้อยมีเงินบริจาค และเงินที่กระทรวงสนับสนุน ปัญหาบ้านครูน้อยผมไปดูเองหลายครั้ง บอกครูน้อยว่าหากมีปัญหากระ ทรวงจะรับไปดูแลเอง สำหรับเด็กชายมีสถานสงเคราะห์บ้านปากเกร็ดดูแล เด็กหญิงมีบ้านราชวิถีดูแล แต่ครูน้อยบอกว่าดูแลเองได้ ล่าสุดที่มีปัญหาหนี้นอกระบบก็ยังบอกดูแลได้อีก บุคคลภายนอกต้องไปเห็นวิธีการของครูน้อย ไม่ไปจะไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร” ปลัดพม.กล่าว

นางมาริน วีระสุนทร นักสังคมสงเคราะห์สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด กล่าวว่า พม.ส่งนักสังคมสงเคราะห์ไปดูแลบ้านครูน้อยหลายครั้ง หลังเกิดปัญหาล่าสุดตนไปบ้านครูน้อยด้วยตัวเอง เบื้องต้นพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ คือ หนี้นอกระบบ แต่เรื่องดูแลเด็กครูน้อยบอกว่ายังดูแลได้ โดยมีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 3 แสนบาท ให้เด็กใช้จ่ายเรื่องการเรียน ค่าใช้จ่ายต่อวันประมาณ 6 พันบาท หรือ 180,000 ต่อเดือน ซึ่งพม.ช่วยค่าอาหารเด็ก 9 คน เดือนละกว่า 10,000 บาท ครูน้อยยังไม่ได้แจ้งความประสงค์จะให้ช่วยเหลือส่วนอื่น ส่วนเรื่องหนี้สินมีหลายส่วนช่วยดูแลโดยเฉพาะตำรวจ อย่างไรก็ตามเรื่องบัญชีรายรับรายจ่ายอื่นๆ ครูน้อยยังไม่ค่อยจัดทำเป็นระบบ

ขณะ ที่นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผอ.มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก และคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ กล่าวว่า ปกติเมื่อองค์กรเอกชนที่ดูแลเด็กเริ่มมีปัญหาจะต้องขอความช่วยเหลือจากกระ ทรวงพม. โดยจะโอนความรับผิดชอบดูแลเด็กให้พม. ไม่น่าจะไปกู้เงินมาดำเนินการเอง โดยเฉพาะเงินนอกระบบ โดยส่วนตัวองค์กรของตนไม่คิดกู้เงินมาดำเนินการ เพราะการทำงานองค์กรเอกชนต้องไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เราจ่าย แต่เป็นการรับบริจาคมาช่วยคนอื่น ถ้าไม่มีเงินจริงๆ ต้องส่งต่อความรับผิดชอบให้หน่วยราชการที่มีงบประมาณรับช่วงต่อ

“การ กู้เงินนอกระบบไม่รู้ว่ากู้อย่างไร เรื่องนี้มันพูดยากมาก ไม่รู้จะพูดอย่างไร ผมไม่ได้ว่าครูน้อย แต่การตรวจสอบเงินกู้นอกระบบไม่เหมือนกู้ในระบบที่มีหลักฐานชัดเจน แต่การกู้เงินมาทำลักษณะองค์กรเอกชนไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง” ผอ.มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กกล่าว

นายสรรพสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ตามปกติองค์กรเอกชนจะมีรายได้จากการรับบริจาค และอีกส่วนจากการยื่นขอทุนจากองค์กรต่างประเทศ แต่ประเด็นเด็กถูกทิ้งหรือไร้ที่อยู่อาศัย อาจขอทุนยากกว่าประเด็นค้ามนุษย์ ซึ่งเราต้องดูขีดความสามารถของตัวเอง เช่น หากมีข้อจำกัดการรับเด็ก หากมีเด็กเข้ามาอีกก็อาจส่งต่อพม. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรเอกชนอื่นๆ ด้วยกัน ช่วยดูแล

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ทราบเรื่องครูน้อยแล้ว เรื่องนี้น่ากังวลใจหลายระดับ ที่ผ่านมาตนเคยร่วมกิจกรรมกับครูน้อยตั้งแต่เป็นส.ส.สมัยแรก เห็นความตั้งใจดูแลเด็กๆ แต่เมื่อปัญหาเรื่องนี้ปรากฏเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ บริจาคเงินให้บ้านครูน้อย ครูน้อยควรรีบออกมาชี้แจงให้รายละเอียดว่านำเงินไปใช้อย่างไร

รม ว.คลังกล่าวด้วยว่า สำหรับหนี้สินนอกระบบสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้แทรกซึมไปทุกส่วนของสังคม แต่การจะให้รัฐช่วยเหลือรับโอนหนี้เข้ามาอยู่ในระบบ หากพิจารณาจากมูลหนี้คงทำไม่ได้ เพราะตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอก ระบบของกระทรวงการคลัง กำหนดเงื่อนไขเงินกู้แค่ไม่เกิน 2 แสนบาท ต่อรายเท่านั้น.

ที่มา: ข่าวสดออนไลน์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: