ท่องเที่ยว

น่าน-หลวงพระบาง

น่าน-หลวงพระบาง

ความงามที่ยังมีลมหายใจ “น่าน” เพื่อ ยลโฉม ดอกชมพูภูคา เมื่อตอนปลายหนาว ต้นปีที่ผ่านมา แต่เมื่อ บริสุทธิ์ ประสพทรัพย์ หนุ่มใหญ่จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทรฯ มาชวนไปอีกครั้ง โดยเพิ่มโปรแกรมนั่งโฟร์วีลข้ามไป “หลวงพระบาง” เพื่อปูทาง การเฉลิมฉลองสัมพันธ์ 60 ปีไทย-ลาว ในปีหน้าด้วย ผมก็ไม่ลังเลที่จะตอบตกลง

น่าน เมืองในอ้อมกอดแห่งขุนเขา พรั่งพร้อมทั้งธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม เนื่องจากเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาตะวันออกมาก่อนและจากประวัติ ศาสตร์  เจ้าเมืองน่านมีส่วนก่อสร้างเมืองหลวงพระบางด้วย หลายฝ่ายจึงพยายามผลักดันเพื่อให้เป็นมรดกโลกควบคู่ไปกับหลวงพระบาง

ถ้าใครเกิดปีเถาะต้องไปนมัสการ วัดพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำราศีของชาว กระต่าย “พระยาการเมือง” เจ้าผู้ครองนครน่านสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทอง รูปแบบพระธาตุคาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย รอบองค์บุด้วยทองจังโก้ อร่ามตา

วัดภูมินทร์ วัดทรงจตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย 4 องค์ หันหน้าออกประตูทั้ง 4 ทิศ จิตรกรรมฝาผนังภายในวัดถือว่ามีความโดดเด่นงดงาม บรรยายเรื่องพุทธประวัติ ชาดก และวิถีชาวน่านในอดีต

และถ้าจะให้ได้บรรยากาศ ในการชมเมืองเก่า ขอแนะนำให้นั่งรถรางชมเมือง เพราะจะมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นถ่ายทอดข้อมูลประวัติความเป็นมาของสถานที่แต่ละ แห่ง จุดขึ้นรถ อยู่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  เทศบาลเมืองน่าน ข้างวัดภูมินทร์ สนนราคาคิดแค่หัวละ 30 บาทเท่านั้น

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ของ จ.น่าน เรียกได้ว่ามีอีกมากมายจนพื้นที่ตรงนี้ไม่สามารถสาธยายได้หมด เพราะมีอุทยานแห่งชาติที่สวยงามหลายแห่ง มีทั้งถ้ำ ทั้งน้ำตก และกิจกรรมล่องแก่งให้ผู้ที่รักความท้าทายพิสูจน์ และยังมี บ่อเกลือ ที่เลื่องชื่อและมีความสำคัญ จนในอดีตเกิดสงครามแย่งชิงกันหลายต่อหลายครั้ง แต่ที่ต้องแนะนำคือ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่นี่มีดอกไม้ หนึ่งเดียวในโลก นั่นคือ ชมพูภูคา ซึ่งจะออกดอกให้ยลโฉมกันแค่ปีละครั้งประมาณ ต้นเดือน ม.ค.-มี.ค.

ชมพูภูคา เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 25 เมตร ดอกออกตามปลายกิ่ง เป็นช่อสีชมพูยาว 30-35 เซนติเมตร เคยมีการพบกันในหุบเขาแถบมณฑล  ยูนนานของจีนและทางตอนเหนือของเวียดนาม แต่ปัจจุบันไม่มีรายงานการค้นพบอีกแล้ว ดอยภูคาจึงน่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของไม้พันธุ์นี้

ทีนี้ก็ถึงเวลาเดินทางไปเมืองคู่แฝด หลวงพระบาง  คาราวานโฟร์วีลของเราเริ่มต้นออกจาก ด่านถาวรบ้านห้วยโก๋น-น้ำเงิน ถ้าเป็นเช้าวันเสาร์จะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะจะมีตลาดนัดให้ชาวไทย-ลาว เข้ามาจับจ่ายสินค้าพื้นเมืองกัน

เพียงแค่ 152 กิโลเมตร จากด่านก็จะถึงหลวงพระบาง แล้ว แต่ขอบอกว่าเส้นทางนี้ ไม่จิ๊บ ๆ อย่างที่เห็นในโฆษณา เพราะหลังจากคณะเราผ่านเมืองเงินเข้าไป 35 กิโลเมตร เมื่อถึงเมืองหงสา ซึ่งลาวจัดตั้งขึ้นเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ หลังจากนั้น การผจญภัยก็เริ่มต้นขึ้น

เส้นทางที่เหลือแค่ร้อยกิโลเศษ แต่ต้องบอกว่าหฤโหด เพราะเป็นเพียงทางลูกรังเต็มไปด้วยหลุมบ่อ ไต่ภูเขา เลาะหน้าผา ลุยลำห้วยทุลักทุเลไปแทบจะตลอดทาง คณะของเราใช้เวลาตั้งแต่เที่ยงกว่าจะไปถึงท่าเรือข้ามฟากหลวงพระบางได้ก็สอง ทุ่มเศษ ใช้เวลากับการเดินทางสุดหินร่วม 8 ชั่วโมง (ต้องเตือนไว้ก่อนว่าถ้าไม่ใช่ คอผจญภัย และคนขับไม่ชำนาญจริง ๆ ไม่แนะนำให้ใช้เส้นทางนี้ เพราะยังอันตรายอยู่มาก ๆ รอให้โครงการปรับปรุงถนนเสร็จสรรพก่อนอีก 1-2 ปี น่าจะกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยว ยอดฮิต)

วีรวิทย์ วิวัฒนวานิช ผวจ.น่าน บอกว่าหลังจากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำโขง เวียดนาม ได้มีหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย แสดงเจตนารมณ์ที่จะพัฒนาเส้นทางสาย เดียนเบียนฟู-เมืองเงิน-บ้านห้วยโก๋น ระยะทาง 400 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ น่าน-หลวงพระบาง-เดียนเบียนฟู กลายเป็นเมืองฝาแฝดไปมาหาสู่กันได้ง่ายขึ้น

แน่นอนว่ามาถึง หลวงพระบาง สิ่งที่ต้องทำคือ ตื่นแต่เช้ามืด เพื่อให้ทัน ตักบาตร ข้าวเหนียว ประเพณีการทำบุญวิถีพุทธแบบเรียบง่ายที่เป็นเรื่องปกติของชาวเมือง แต่ถือเป็นไฮไลต์ของนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน

สถานที่ที่ต้องไปเป็นแห่งแรกคือ พิพิธภัณฑ์พระราชวังหลวง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ พระบาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์  อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวหลวงพระบาง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นวังเก่าของเจ้าศรีสว่างวงศ์ ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุ และข้าวของเครื่องใช้ของเจ้าศรีสว่างวงศ์

พลาดไม่ได้เช่นกัน กับ วัดเชียงทอง วัดที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบางแท้ ๆ รูปแบบหลังคาแอ่นโค้งลาดต่ำลงมา 3 ชั้น ชาวลาวเรียกอุโบสถว่า “สิม”สิมที่วัดเชียงทอง พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้สร้าง จะมีช่อฟ้าอยู่กลางหลังคา 17 ชั้น แต่ถ้าหากเป็นคนทั่วไปสร้างจะมีเพียง 1-7 ชั้น นอกจากนี้  ยังมี วิหารน้อยสีชมพูอีก 2 หลัง ตกแต่งด้วยกระจกสีลวดลายวิจิตรงดงาม ด้านหลังมีวิหารอีกหลังเรียกว่า วิหารผ้าม่าน เป็นที่ประดิษฐานผ้าม่าน พระไม้ที่ลอยน้ำมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว

วัดพูสี ตั้งอยู่บนพูสีกลางเมือง ณ วัดแห่งนี้สามารถชมทิวทัศน์ทั่วเมืองหลวง  พระบางได้ นอกจากวัดต่าง ๆ แล้ว ยังมีสถานที่น่าเที่ยวอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกตาด กวางสี ที่มีความสูงประมาณ 70 เมตร เป็นน้ำตกที่สวยงดงามและเหมาะกับการลงไปเล่นน้ำมาก นอกจากนั้นยังมี ถ้ำติ่ง ถ้ำใหญ่ริมแม่น้ำโขง ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ เมื่อก่อนเจ้ามหาชีวิตหลวงพระบางจะเสด็จฯ มาสักการะทุกปีในช่วงสงกรานต์

ตกเย็นก็ถึงเวลาชอปปิงที่ ถนนคนเดิน สินค้าส่วนใหญ่จะเป็น เสื้อผ้าและข้าว ของเครื่องใช้ที่ทำจากผ้า อาทิ หมอน ม่าน ผ้าปูโต๊ะ กระเป๋า ดีไซน์กิ๊บเก๋ สีสันโดนใจ ที่สำคัญ ราคาย่อมเยา แถมยังต่อรองกันได้อย่างสบาย ๆ เพราะคุยกันรู้เรื่อง

เมืองหลวงพระบาง แม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เที่ยวได้ทั่ว แต่ด้วยความที่เป็นเมืองสงบ และอบอุ่นด้วยขนบวัฒนธรรม จึงทำให้หลาย ๆ คนหลงใหลอยากจะสัมผัสให้นานแสนนาน

ปีหน้า ไทย-ลาว จะเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบ 60 ปีแล้ว คุณเคยไปสัมผัส เมืองเก่าที่ยังมีชีวิต ความงามที่ยังมีลมหายใจ เฉกเช่น น่าน-หลวงพระบาง บ้างหรือยัง.

สีสันรายทาง

ถ้าไปเที่ยว “เมืองน่าน” มีคนเขาพูดกันว่าถ้าไม่ได้ไปชิม บัวลอย ของ ป้านิ่ม ถือว่าไปไม่ถึง ขนาด ศุ บุญเลี้ยง ยังต้องนำมาแต่งเพลง “น่านนะสิ” เนื้อเพลงตอนหนึ่งที่ว่า…ยามค่ำคืนไม่มีแสงสียังมีบัวลอย บัวลอยไข่หวานไม่ต้องเติมน้ำตาลก็หวานจับใจ ด้วยรอยยิ้มป้านิ่มสดใสละมัยละมุน…

ส่วนใครที่อยากลิ้มชิมรสอาหารพื้นเมือง ต้องถามหา “ไค” ซึ่งเป็นพืชน้ำ มีลักษณะเป็นเส้นยาวเหมือนเส้นผม งอกอยู่ตามหินผาใต้ลำน้ำโขง จะเป็น แกงไค หรือ ไคพรุ่ย ซึ่งนำไคแห้งมาย่างให้สุก ฉีกเป็นฝอยผัดกับกระเทียมเจียว โรยด้วยเกลือป่นเล็กน้อย ก็อร่อยไม่หยอก

เช่นเดียวกับ “หลวงพระบาง” เมนู ไคทอดกรอบ โรยด้วยงา ถือเป็นอาหารประจำเมืองที่ทานเล่นได้อร่อยลิ้น ไม่น้อยหน้ากัน และแน่นอนว่าความที่หลวงพระบางเป็นเมืองเกาะ อาหารที่ขาดไม่ได้คือ สารพัดเมนูปลา ไม่ว่าจะเป็นลาบปลาแบบหลวงพระบาง ปลาฟอก (ไข่ตุ๋นใส่ปลา) หรือหมกปลาฟ่อน

อาหารที่เห็นกันโดยทั่วไปอีก 2 อย่างก็คือ เฝอ หรือก๋วยเตี๋ยว และ ข้าวจี่ หรือขนมปังบาแก๊ตแบบฝรั่งเศส ใส่หมูยอกับมายองเนส หากินได้ง่ายทั่วเมือง.

ที่มา: เดลินิวส์

————————————————————————————————————————–

วัดเด่นสะหลีศรีเมืองแกน” อลังการแห่งศรัทธา

วัดเด่นสะหลีศรีเมือง

ความศรัทธาในเรื่องของศาสนาหรือความเชื่อต่างๆ ก่อให้เกิดสิ่งอันน่าอัศจรรย์มานักต่อนัก อย่างเช่นที่“วัดเด่นสะ หลีศรีเมืองแกน”(วัดบ้านเด่น) ใน ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ก็สามารถเรียกว่าเป็นความมหัศจรรย์ของศรัทธาได้เช่นกัน

ผสมผสานศิลปะยุคใหม่กับล้านนา

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะว่าแต่เดิมนั้น วัดแห่งนี้เพียงเพียงวัดเล็กๆในหมู่บ้านเท่านั้น แต่ด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อ ครูบาเทือง นาถสีโล เกจิดังแห่งภาคเหนือที่จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ จึงพัฒนาจากวัดเล็กๆให้มีความใหญ่โตสวยงาม ทรงคุณค่าในงานนพุทธศิลป์ถิ่นล้านนา

ครูบาเทือง มีลูกศิษย์ลูกหาที่ให้ความเคารพนับถือมากมาย มีทั้งชาวไทย จีน ไทใหญ่ กะเหรี่ยง และชาวเขาหลายเผ่า เป็นเรียกขานว่า เป็นเกจิสหายหรือครูบาสองพี่น้อง คู่กับกับครูบาบุญชุ่ม เกจิดังแห่งสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งหากรูปใดรูปหนึ่งมีงานบุญสำคัญก็จะไปร่วมงานกัน และมีประชาชนที่ทราบข่าวแห่กันไปร่วมกราบไหว้ขอพรอย่างเนืองแน่นเสมอ จึงมีชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธานำเงินมาเป็นปัจจัยในการทำบุญเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน ไม่น้อย

ตัวครูบาเทืองเอง ก็ไม่ต้องการจะเก็บเงินส่วนนี้ไว้ ประกอบกับคิดอยากจะสร้างอนุสรณ์แห่งบุญที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา จึงได้มีการปรับปรุง ก่อสร้างวัดเด่นฯเสียใหม่ เมื่อปีพ.ศ.2534บนพื้นที่ 80ไร่ ของวัด ที่มีทำเลที่ตั้งอยู่บนเนินสูงมองเห็นวิวทุ่งนา

“ชื่อวัดแต่ก่อนชื่อวัดเด่นเฉยๆ ไม่มีต้นโพธิ์สักต้น แต่พอครูบามาอยู่ก็มีต้นโพธิ์ขึ้นมาให้เห็น แล้วต้นโพธิ์คนทางเมืองเหนือเขาเรียก “เก๊าสะหลี” ก็เห็นว่าชื่อมันเป็นมงคลดีก็เอามาตั้งเป็นสิริแก่วัดและที่ตั้งวัดแห่งนี้ อยู่ในเขตเมืองเก่าสมัยโบราณที่ชื่อว่าเมืองแกน ก็เลยได้ชื่อวัดนี้มา”ครูบาเทือง เล่าถึงประวัติของชื่อวัดให้ฟัง

แล้วเชื่อหรือไม่ว่า บนพื้นที่อันใหญ่โตมากสิ่งปลูกสร้างของวัดแห่งนี้ มองทั่ววัดเราก็หาภิกษุสงฆ์ได้ยากยิ่ง เพราะทั้งวัดมีพระจำพรรษาอยู่คือครูบาเทืองเพียงรูปเดียวเท่านั้น จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ในศรัทธาที่ก่อให้เกิดความงดงามได้อีกเรื่องหนึ่ง.

การเดินทางไปยัง “วัดเด่นสะหลีศรีเมืองแถน” ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จากเชียงใหม่ มุ่งหน้าทางหลวง 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ผ่านสามแยกแม่มาลัย อำเภอแม่แตง จากนั้นสังเกตุป้ายทางเข้าเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลทางด้านขวามือ เลี้ยวเข้าไปไม่ไกลมาก จะเจอซุ้มยินดีต้อนรับ เมื่อลอดซุ้มแล้วให้เลี้ยวซ้ายตรงสนามกีฬา แล้วก็ตรงต่อไปเรื่อย ๆ จะเจอวัด.

———————————————————————————–

เกาะไข่ ซุ้มประตูหินธรรมชาติ

ลอดซุ้มประตูหินธรรมชาติที่เกาะไข่ อุทยานแห่งชาติตะรุเตา

เกาะไข่ เกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งในอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกประมาณ 25 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างเกาะตะรุเตาและเกาะอาดัง เสน่ห์ของเกาะไข่อยู่ตรง ประติมากรรมธรรมชาติอย่างซุ้มประตูหินอันเป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติตะ รุเตา ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะมีหาดทรายสีขาวนวลและละเอียด น้ำทะเลใสสีมรกตเห็นผืนทรายใต้น้ำได้ชัดเจน เหมาะสำหรับการเล่นน้ำและชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามของเกาะที่ยังคงความเป็น ธรรมชาติกลางทะเลอันดามัน ทะเลรอบ ๆ เกาะไข่มีแนวปะการังอยู่โดยทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปะการังเขากวาง เนื่อง จากเป็นเกาะที่เงียบสงบ ทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่เป็นจำนวนมาก.

ทางอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้ค้างแรมบนเกาะและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ  เรือโดยสารจากเกาะตะรุเตาไปยังเกาะหลีเป๊ะ มักจะวิ่งผ่านเกาะไข่ซึ่งอยู่ระหว่างทางแต่จะไม่จอดแวะให้ท่องเที่ยว สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวที่เกาะแห่งนี้ได้โดยการเช่าเรือจากท่าเรือปากบา ราหรือจะซื้อแพคเกจท่องเที่ยวดำน้ำจากเกาะหลีเป๊ะมาเที่ยวที่เกาะไข่และเกาะ โดยรอบได้อีกด้วย

นอกจากนี้ในวันแห่งความรักยังมีการจัดกิจกรรมงานวิวาห์บนเกาะไข่ โดยจะมีพิธีลอดซุ้มประตูหินและจดทะเบียนสมรส ซึ่งมีความเชื่อว่าคู่รักคู่ใด ได้ลอดซุ้มประตูหินนี้จะสมหวังในความรัก และครองคู่กันอย่างมีความสุข มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง เหมือนดังป้ายที่จารึกไว้หน้าซุ้มประตูหิน
“ซุ้มรักนิรันดร์”
ประตูหินโค้ง…ตะรุเตา สตูล
จุดเพิ่มพูน ตำนาน รักหนุ่มสาว
แดนประเดิมเสริมรักให้ยืนยาว
สองเราก้าวสู่ประตู…รักนิรันดร์

—————————————————————————————————————————-

“สิมิลัน”วันที่ฟ้าทำปฏิกิริยาความงามกับน้ำ

องค์ประกอบหลักของการเที่ยวทะเล นอกจากท้องทะเล หาดทรายชายฝั่ง ธรรมชาติเหนือน้ำและใต้น้ำแล้ว “ท้องฟ้า”จัด ว่าสำคัญไม่น้อย ถ้าวันไหนฟ้าเป็นใจ เมฆสวย แจ่มใส ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะวันนั้นท้องทะเลจะโดดเด่นเจิดจรัสเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าวันไหนฟ้าไม่เป็นใจ ฝนตก ขมุกขมัว มืดครึ้มหม่นทึมเทาทึบ ความงามของท้องทะเลในวันนั้นย่อมพลอยดร็อปด้อยลงไปด้วย ยิ่งสมัยนี้โลกร้อน อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย การเที่ยวทะเลยิ่งต้องลุ้นกับลมฟ้าอากาศมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ในฤดูท่องเที่ยวที่แต่ก่อนมั่นใจได้ว่าคลื่นลบสงบ ฟ้าปลอดโปร่ง แต่เดี๋ยวมันชักไม่แน่เสียแล้วสิ

อย่างไรก็ตามกับการออกท่องทะเลในทริปนี้ที่“หมู่เกาะสิมิลัน” จ.พังงา “ตะลอนเที่ยว”ถือว่าโชคดีไม่น้อยที่คลื่นลมสงบ ท้องฟ้าปลอดโปร่งเป็นใจ แถมยังทำปฏิกิริยาความงามกับผืนแผ่นน้ำเกิดเป็นภาพสุดแสนประทับใจ แบบอิ่มในอารมณ์ความงามไปอีกนานเท่านาน

เกาะสี่

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล วาก็ทะเล กิโลเมตรก็ทะเล ดูจะใช้ได้ดีกับยามที่เรือแล่นอยู่กลางอันดามันเหลือเกิน เวลานั้นมองไปทางไหนมันมีแต่ฟ้ากับทะเลดูเวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เวิ้งว้างชนิดที่ทำให้หัวใจคนนั่งเรือพลอยอ้างว้างไปด้วย แต่นั่นเป็นเพียงระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เพราะหลังจากเรือได้แล่นเข้าสู่กลุ่มหมู่เกาะสิมิลันแล้วไปจอดเทียบท่า ณ เกาะสี่ ความอ้างว้างที่เกาะกุมใจพลันสลัดหายไปเป็นปลิดทิ้ง

เกาะสี่หรือเกาะเมียง เป็นหนึ่งในเกาะสำคัญของหมู่เกาะสิมิลัน(คำว่า”สิมิลัน”เป็นภาษายาวีหมายถึง เกาะทั้ง 9) ประกอบด้วย 9 เกาะเดิม คือ เกาะหนึ่ง(หูหยง) เกาะสอง(ปายัง) เกาะสาม(ปาหยัน) เกาะสี่(เมียง) เกาะห้า เกาะหก(ปายู) เกาะเจ็ด(หินปูซาร์) เกาะแปด(สิมิลัน) เกาะเก้า(บางู) และ 2 เกาะใหม่ คือ เกาะตาชัยและเกาะบอนที่กรมอุทยานฯเพิ่งผนวกรวมเข้าไปในไม่นาน

สำหรับความสำคัญของเกาะสี่ที่ใหญ่เป็นอันดับสอง คือ เป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯสิมิลัน-ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เป็นที่พักหลักของนักท่องเที่ยว(ทั้งที่กางเต็นท์และบ้านพัก) และเป็นแหล่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เนื่องจากบนเกาะมีแหล่งน้ำจืดค่อนข้างสมบูรณ์

ในขณะที่ศักยภาพทางการท่องเที่ยวนั้น เกาะสี่มีดีอยู่มากหลายให้เราๆท่านๆได้สัมผัสชื่นชมกันอย่างจุใจ เริ่มจาก“หาดหน้า“(อุทยานฯ )ที่น่ายลไปด้วยน้ำทะเลใสแจ๋วแหววมองลงไปเห็นปลาแหวกว่ายและหาดทรายละเอียด ขาวเนียนเดินแน่นนุ่มเท้า มีแนวปะการังกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ แถมยังมีเต่าทะเลแสนเชื่องมาแหวกว่ายอวดโฉมอยู่บ่อยๆ จากหาดหน้าถ้าเดินตัดป่าไปอีกฟากหนึ่งของเกาะก็จะเป็นหาดเล็กที่เล็กกว่า สงบกว่าหาดหน้า แต่ว่าความงามใกล้เคียงกัน

มนต์ความงามบนเกาะสี่ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะที่นี่ยังมีจุดชมวิวลานข้าหลวงให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์อันกว้างไกล มีจุดชมพระอาทิตย์ตกทะเลป๋อมแป๋มยามในโพล้เพล้ที่สวยใช่ย่อย อีกทั้งยังมี“นกชาปีไหน”นกประจำถิ่นสีเขียวอมน้ำเงินออกมาเดินกระดุ๊กๆให้เราชื่นชมกันอยู่บ่อยๆ

ครั้นเมื่อราตรีมาเยือนเกาะสี่จะคึกคักไปด้วยบรรดา”ปูไก่”(ปู ตัวโตสีสันสวยงามร้องเสียงคล้ายไก่)ที่พร้อมใจกันออกจากบ้าน(รู)มาหากิน ให้เราได้เดินสอดส่อง(ไฟฉาย)ซุ่มมองกันเป็นที่เพลินใจ นับเป็นสีสันแห่งเกาะเมียงที่ใครไปเยือนแล้วหากเพียงแค่เมียงๆมองๆไม่ลงไป สัมผัสให้คุ้มค่าก็นับว่าน่าเสียดายไม่น้อย

เกาะแปด

สิมิลันนอกจากจะเป็นชื่อหมู่เกาะแล้วยังเป็นชื่อของเกาะแปดอีกด้วย

เกาะสิมิลันหรือเกาะแปด เป็นเกาะบังคับที่ใครเมื่อมาหมู่เกาะสิมิลันแล้วไม่ไปเกาะแปดเหมือนกับว่า ยังมาไม่ถึง เพราะนี่คือเกาะใหญ่ที่สุด โดดเด่นที่สุดในบรรดาเกาะทั้งหลายของหมู่เกาะแห่งนี้ เกาะแปดนอกจากจะมีธรรมชาติอันชวนเพริศแพร้วแล้ว ยังมี”หินเรือใบ”เป็นดังสัญลักษณ์อันลือลั่นแห่งสิมิลัน

สำหรับหาดแห่งนี้มีหาดทรายละเอียดขาวเนียนไม่ต่างจากเกาะสี่ แต่ว่ามีขนาดกว้างและโค้งยาวกว่า(ดูคล้ายเกือกม้า) มีน้ำทะเลใสแจ๋ว ยามต้องแสงแดดจะส่องประกายระยิบพริบพราย ส่วนรอบๆบริเวณนั้นก็สมบูรณ์ไปด้วยกองหิน แนวปะการัง และปลาสวยๆงามๆมากมาย แถมวันไหนโชคดีจะพบเต่าทะเลตัวโตมาว่ายน้ำอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้ ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจกันพอหอมปากหอมคอ โดยบางวันมาอวดโฉมกันถึง 2 ตัวเลยทีเดียว

ในขณะที่ทางด้านทิศเหนือของเกาะมี“หินรองเท้าบู้ท”หรือ“หินโดนัลท์ดัก” ตั้งตระหง่าน โชว์ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติไม่แพ้กับหินเรือใบให้ผู้แล่นเรือผ่านไปมาได้ชื่นชมกัน

และไหนๆเมื่อมาเหยียบเกาะแปดแล้ว คงต้องยืดเส้นยืดสายปีนป่ายขึ้นไปชมวิวกันบนจุดชมวิวหินเรือใบสักหน่อย ซึ่งเมื่อไปถึงบนนั้น ความเหนื่อยที่ลงทุนลงแรงปีนป่ายขึ้นมาหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะนอกจากสายลมลมเย็นๆที่พัดพลิ้วปะทะร่างกายให้ชื่นใจคลายร้อนแล้ว ทิวทัศน์บนนี้ยังสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจไปด้วย ท้องทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกรับกับโค้งหาดขาวเนียน มองเห็นถึงความแตกต่างของสีน้ำทะเลช่วงตื้นกับช่วงลึกอย่างชัดเจน นับเป็นความงามแห่งธรรมชาติที่มนุษย์อย่างเราต้องก้มหัวโดยศิโรราบ

เกาะอื่นๆ

หมู่เกาะสิมิลัน ถือเป็นแหล่งดำน้ำลึกสวยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ในขณะที่แหล่งดำน้ำตื้นนั้นก็สวยงามใช่ย่อย โดยจุดน่าสนใจรวมๆในเกาะอื่นๆนอกเหนือจากเกาะสี่ เกาะแปด มีดังนี้

เกาะสาม แม้เป็นหน้าผา ไม่มีหาดทราย แต่ว่าโลกใต้น้ำที่นี่งดงามนัก มีนักท่องเที่ยวนิยมมาดำน้ำลึกกันจำนวนมาก เพราะบริเวณนี้มีกำแพงเมืองจีนหรือสันฉลาม ซึ่งเป็นกำแพงหินธรรมชาติใต้น้ำอันตระการตา มักพบปลาฉลามครีบเงิน ฉลามเสือดาว และฝูงปลาจำนวนมากมาหากินใกล้ๆกำแพงหิน

เกาะห้า เกาะเล็กๆที่อุดมไปด้วยปะการังอ่อน-แข็ง มีปลาไหลที่ชอบโผล่หัวชูคอขึ้นจากรูจำนวนมาก จนได้ชื่อว่าเป็น“สวนปลาไหล”

เกาะหก มีเรือนกล้วยไม้เป็นจุดดำน้ำลึกชมปะการังอ่อนหลากสีสัน อีกทั้งยังมีถ้ำใต้น้ำอยู่หลายแห่งด้วยกัน

สำหรับสิ่งน่าสนใจต่างๆที่กล่าวถึงในข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมนต์เสน่ห์อันมากหลายแห่งหมู่เกาะสิมิลันเท่านั้น ซึ่งทุกครั้งที่“ตะลอนเที่ยว”ไปสัมผัส ความงามของหมู่เกาะแห่งนี้ยังตรึงตราตรึงใจไม่เคยสร่างร้างลา ชนิดที่เราอยากจะเก็บหมู่เกาะ ท้องฟ้า หาดทราย สายน้ำ และความทรงจำเอาไปฝากคนรู้ใจคล้ายๆกับบทเพลง“เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม”เสียเหลือเกิน…

***หมู่เกาะสิมิลัน จ. พังงา สามารถไปจากฝั่งได้หลายเส้นทาง ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมไปขึ้นเรือที่ท่าเรือทับละมุ จ.พังงา ก่อนมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะ โดยฤดูกาลท่องเที่ยวสิมิลันจะเริ่มตั้งแต่ กลางเดือนพ.ย. ไปจนถึง กลางเดือน พ.ค. จะมีเรือโดยสารจากท่าเรือทับละมุไปเกาะสิมิลันทุกวัน ปัจจุบันทางอุทยานฯมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ดังนั้นผู้ที่สนใจจะไปเที่ยวชมควรสอบถามข้อมูลก่อนออกเดินทางที่ อช.หมู่เกาะสิมิลัน0-7659-5045 (บนฝั่ง),0-7642-1365 (เกาะสี่), 0-7642-2136 (เกาะแปด)


————————————————————————————————————————————-



ศาลฯพระเจ้าตากสิน(หลังใหม่) ที่ตั้งอยู่บนถนนท่าหลวง บริเวณหน้าค่ายตากสิน อ.เมือง ซึ่งชาวเมืองจันท์ให้ความเคารพนับถืออย่างมาก พร้อมๆกับเชื่อว่าเมืองจันท์เริ่มต้นขึ้นมาพร้อมกับพระเจ้าตากสินก็ว่าได้ ศาลหลังนี้เป็นอาคารทรงเก้าเหลี่ยม หลังคาเป็นรูปพระมาลาหรือหมวกยอดแหลม ภายในประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหล่อด้วยทองเหลืองรมดำ ประทับนั่งทรงเมือง ดูขรึมขลังน่าเกรงขาม ในขณะที่ใกล้ๆกันเป็นที่ตั้งของศาลหลักเมือง อาคารทรงศาลาที่ภายในมีเสาหลักเมืองไม้ชัยพฤกษ์ให้สักการะบูชา

หลังสักการะ 2 สิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมืองจันท์เอาฤกษ์เอาชัยแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่ “หาดเจ้าหลาว” อ.ท่าใหม่ ทะเลเมืองจันท์ที่หมายปองไว้

ศูนย์ศึกษาฯอ่าวคุ้งกระเบนฯแห่งนี้ มีสิ่งน่าสนใจให้เที่ยวชมกันได้แก่ “สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา” ซึ่งในนั้นแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 4 กลุ่ม คือ ปลาเศรษฐกิจ ปลาสวยงาม ปลาในแนวปะการัง และปลาที่มีรูปร่างแปลก ที่ถือว่าได้ว่าเป็นพันธุ์ปลาที่หายากในแถบทะเลตะวันออก เช่น ปลาการ์ตูน ( นีโม) ปลาผีเสื้อลายไขว้ หอยมือเสือ ปลาสิงโต ฯลฯ

ในขณะที่ไฮไลท์ของศูนย์ก็เห็นจะหนีไม่พ้น“เส้นทางศึกษาธรรมชาติ”ที่ เป็นสะพานไม้ยาวประมาณ 1,800 เมตร ทอดผ่านผืนป่าชายเลนอันร่มครึ้ม มากไปด้วยพันธุ์ไม้มากมาย อาทิ โกงกางใบเล็ก-ใหญ่ ต้นฝาด ต้นฝาดแดง แสมขาว แสมดำ ลำพู ลำแพน ตะบูน ประสัก มีปูก้ามดาบ ปลาตีน และนกหลากหลายชนิด

ระหว่างทางจะมีศาลาให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆของป่าชายเลน รวมถึงป้ายสื่อความหมายพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ไปเป็นระยะๆตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ยังมีจุดเด่น 2 จุดใหญ่ให้สัมผัสกันนั่นก็คือ จุด“สะพานแขวน”ที่เป็นทั้งจุดชมวิวและมุมถ่ายรูปอันยอดเยี่ยม และจุด“อนุสรณ์หมูดุด” หรือ“พะยูน”หรือที่บางคนเรียกว่า “วัวทะเล” ซึ่งเจ้าสัตว์ชนิดนี้ในอดีตถือเป็นเจ้าแห่งอ่าวคุ้งกระเบน ที่วันนี้เกือบสูญพันธุ์กลายเป็นตำนานให้ลูกหลานได้ชมเพียงอนุสรณ์หมูดุด เท่านั้น

วันรุ่งขึ้น วันสุดท้ายของทริป เราตื่นแต่เช้าเพื่อเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับ

เมื่อมองออกไปยังทะเลหาดเจ้าหลาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากลา เราพบว่าทะเลที่นี่แม้จะไม่ได้สวยงามโด่งดังมากมาย แต่ว่าความสงบของมันนั้นกลับมีเสน่ห์อย่างยิ่งยวด จนพลอยทำให้จิตใจของเราสงบนิ่งตามไปด้วย

นี่แหละมนต์ขลังพลังของธรรมชาติ ที่ใครไม่ไปสัมผัสย่อมไม่อาจรู้ซึ้งถึงพลังแฝงเหล่านี้

——————————————————————————————

ผู้สนใจเที่ยวเมืองจันทบุรี ทั้งทะเล น้ำตก ป่าเขา วัดวาอาราม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมชาวจันทบุรีฯ โทร.0-2281-5497

ท่องเที่ยว 2 เมือง “บุรี” สุขีทุ่งทานตะวัน

ทุ่งทานตะวันลพบุรี-สระบุรี สามารถชมได้ตั้งแต่วันนี้ถึงราวๆเดือน ก.พ.ปีหน้า

แสงแดดในฤดูหนาวนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

แม้ว่าอากาศที่เราสัมผัสในเมืองกรุงนั้นอาจจะไม่ค่อยได้บรรยากาศความ หนาวเหน็บแห่งเหมันต์ฤดูเท่าไหร่ แต่ยังไงๆแสงแดดหน้าหนาว โดยเฉพาะยามเช้าและเย็นนั้น มันก็เย้ายวนชวนให้“ตะลอนเที่ยว”อยากเดินทางท่องเที่ยวไม่น้อย

ไม่เพียงเท่านั้นแสงแดดหน้าหนาวยังช่วยขับและปลุกเร้าดอกไม้หลายชนิด ให้สวยงามโดดเด่นมากขึ้น โดยเฉพาะกับดอกทานตะวันที่เบ่งบานตามแสงแดด ซึ่งตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงราวเดือนกุมภาพันธ์ แถวสระบุรี-ลพบุรี กำลังเหลืองอร่าม พราวสะพรั่งไปด้วยท้องทุ่งดอกทานตะวันที่ได้ฤกษ์ออกดอกผลิบานให้นักท่อง เที่ยวได้ชื่นชมส่งท้ายปีกันอีกครั้ง

นั่นจึงทำให้ทริปนี้เราตั้งเข็มทิศการเดินทางตรงไปยังจังหวัดไม่ไกล กรุงเทพฯอย่างลพบุรี-สระบุรี ก่อนจะมุ่งหน้าเดินทางไปเสพความงามของทุ่งทานตะวันและสถานที่ท่องเที่ยวน่า สนใจอื่นๆ เพื่อสัมผัสในเสน่ห์ของ 2 เมืองบุรี ที่หลายๆคนมักจะมองว่าเป็นเมืองผ่าน แต่ว่าถ้าค้นหาให้ลึกลงไปแล้ว 2 เมืองบุรีนี้มีสิ่งน่าสนใจให้เที่ยวชมกันไม่น้อยเลย


จากกรุงเทพฯเราออกเดินทางตอนสายๆ มาแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้ๆเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ฝั่งลพบุรี ที่มีเมนูอันขึ้นชื่อเป็นปลาตะเพียนไร้ก้าง

หลังอิ่มเอมกับอาหารกลางวัน เรามุ่งหน้าสู่“หอคอยเฉลิมพระเกียรติ” ที่อยู่ไม่ไกลจากเขื่อนเท่าไหร่ สำหรับหอคอยนี้สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ที่ทรงพระคุณอันประเสริฐแก่จังหวัดลพบุรีมาตั้งแต่โบราณกาล

หอฯเฉลิมพระเกียรติ เปิดเมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 มีความสูง32เมตร 40เซนติเมตร ทางจังหวัดลพบุรีกำลังโปรโมทให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่สำหรับผู้มา เยือนเขื่อนป่าสักฯ อีกทั้งยังหวังให้เป็นจุดชมวิวและจุดพักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยว

สำหรับหอฯแห่งนี้ เมื่อเดินเข้าไปทางซ้ายมือด้านล่างจากประตูทางเข้า มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเฉลิมพระเกียรติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าที่ เกี่ยวข้องกับลพบุรี ประกอบด้วย พระบรมรูปของพระนางเจ้าจามเทวี สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระบรมฉายาลักษณ์ของจักรีวงศ์ทั้ง9พระองค์

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสินค้าที่ผลิตขึ้นในจังหวัดลพบุรี เพื่อการประชาสัมพันธ์และขายเป็นของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาชม ด้วย ส่วนชั้น2-7จะติดภาพเกียรติประวัติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทั้ง4 ชุด ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบในพระมหากรุณาธิคุณกัน

“ตะลอนเที่ยว”เมื่อ เดินดูด้านล่างจนครบแล้ว เราก็ขึ้นลิฟต์ไปบนจุดชมวิวของหอคอยฯ เพื่อชมทิวทัศน์บนนั้น ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะสามารถมองเห็นวิวได้รอบตัวแบบ 360 องศา โดยเฉพาะวิวของเขื่อนป่าสักนี่สามารถมองเห็นผืนแผ่นน้ำได้กว้างไกลสุดลูกหู ลูกตา สมกับเป็นเขื่อนที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเกษตรกรภาคกลางจริงๆ

รูปปั้นบูรพมหากษัตริย์ฯที่เกี่ยวข้องกับลพบุรี

หลังจากที่เราได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพจนอิ่มแล้ว เราสลับอารมณ์ด้วยการออกเดินทางไปยัง พระปรางค์สามยอด โบราณสถานคู่บ้านคู่เมืองลพบุรี ที่เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณพระปรางค์ เหมือนกับว่าเราแยกตัวออกมาอีกโลกหนึ่ง เพราะบริเวณล้อมรอบพระปรางค์นั้นขวักไขว่ไปด้วยรถรา แต่ในพื้นที่พระปรางค์กับขวักไขว่ไปด้วยเจ้าถิ่น นั่นก็คือฝูงลิงที่ออกมาซุกซนอยู่ทั่วไป จนวันนี้ลิงกับพระปรางค์สามยอดกลายเป็นของคู่กันไปแล้ว

สำหรับพระปรางค์สามยอดแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินดินด้านทิศตะวันตกของทางรถไฟใกล้กับศาลพระกาฬ ลักษณะเป็นปรางค์เรียงต่อกัน 3 องค์ มีทางเดินเชื่อมต่อกัน ปรางค์องค์กลางสูงประมาณ 21.5 เมตร เป็นศิลปะขอมแบบบายน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ก่อด้วยศิลาแลงและตกแต่งลวดลายปูนปั้นที่สวยงาม

พระปรางค์สามยอดนี้เดิมคงเป็นเทวสถานของขอมในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ต่อมาได้ดัดแปลงเป็นเทวสถานโดยมีฐานศิวลึงค์ปรากฎอยู่ในองค์ปรางค์ทั้ง 3 องค์ จนกระทั่งถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนา แล้วสร้างพระวิหารก่อด้วยอิฐ ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาผสมแบบยุโรปในส่วนของประตูและหน้าต่างภายในวิหาร ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย ศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น เป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่ผสมผสานแต่ละยุคสมัยได้อย่างลงตัวทีเดียว

ไหนเมื่อมาพระปรางค์สามยอดแล้ว เราจะไม่ไปเดินชมเจ้าลิงจอมซนและจอมกวนมันก็จะกระไรอยู่ ว่าแล้ว “ตะลอนเที่ยว” จึงออกเดินไปดูเจ้าจ๋อ วิ่ง กระโดด โลดเต้น ปีนป่ายปราสาทราวกับเจ้าของยังไงยังงั้น

หลังชื่นชมกับบรรยากาศของพระปรางค์ในยามเย็นแสงที่พระอาทิตย์สาดแสง คล้อยต่ำลงมา กระทบองค์พระปรางค์ทั้งสามเป็นสีทองอร่าม เราก็เดินทางสู่ที่พักที่จับจองไว้ เพื่อเข้านอนแต่หัววัน เพราะต้องเก็บแรงไว้ตะลอนเที่ยวกันต่อในวันรุ่งขึ้น…

...เช้าวันใหม่

หลังจากอาหารเช้าแล้ว เราไม่รีรอเดินทางไปยังสถานีรถไฟสระบุรีในทันที เพื่อจะให้ทันนั่งรถไฟในขบวนลอยน้ำข้ามเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และขบวนเที่ยว ทุ่งทานตะวัน แบบ 2 เด้งไปเลย

ครั้นเวลาประมาณ 7.50น. เมื่อรถไฟเคลื่อนขบวน เราถือโอกาสนี้ชื่นชมทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่มองเห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน ทุ่งหญ้า บ้านเรือนต่างๆ ซึ่งสร้างความเพลิดเพลินได้ไม่น้อยเลย

เมื่อ“ตะลอนเที่ยว”นั่ง รถไฟมาได้สักพัก ขบวนรถก็มาถึงยังบริเวณทุ่งทานตะวัน ที่ทางการรถไฟเขาแวะจอดให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปชื่นชมความงามของดอกทานตะวัน ชุดแรกๆแห่งฤดูกาล ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะว่าดอกทานตะวันจำนวนมหาศาลต่างแข่งกันชูช่อบานเหลืองเต็มทุ่ง โดยแต่ละดอกต่างหันไปรับแสงแดดยามเช้า เมื่อกวาดตาไปทั่วๆเหมือนเราอยู่ท่ามกลางพรมสีเหลืองตัดสลับเขียวที่ปูเป็น ผืนกว้างอร่ามตาจริงๆ

ขบวนรถไฟลอยน้ำข้ามเขื่อนป่าสักฯ ที่ทุ่งทานตะวันแห่งนี้เราใช้เวลาถ่ายภาพกับมวลหมู่ดอกทานตะวันอย่าง หนำใจ ก่อนจะขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางต่อไปยังเส้นทางลอยน้ำข้ามเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เมื่อรถไฟแล่นไปจนเข้าเขตเขื่อนป่าสักฯแล้ว เราเริ่มเห็นโค้งที่เขาว่ากันว่าเมื่อมองไกลๆแล้วเหมือน รถไฟกำลังลอยน้ำอย่างที่เราได้เห็นตามโทรทัศน์หรือในหนังสือ Unseen Thailand มาบ้างแล้ว

แล้วรถไฟหยุดเพื่อให้เราได้ถ่ายภาพกัน ซึ่งขอบอกว่าสวยงามจริงๆเพราะว่าข้างหลังเป็นวิวของผืนน้ำกว้างและเมื่อเรา เดินไปหัวขบวนและมองไปที่รถไฟก็เหมือนว่ารถไฟมันลอยน้ำจริงๆ เพราะว่ารางของมันนั้นสร้างอยู่เหนือผืนน้ำที่เมื่อมองออกไป หรือว่าถ่ายรูปนั้นมีน้ำและฟ้ากว้างอันเป็นวิวประกอบข้างหลังเราอยู่

ทานตะวันเบ่งบานสู้แสงตะวัน เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณว่าได้เวลาต้องขึ้นแล้ว “ตะลอนเที่ยว”ก็ ยืนมองสั่งลา ก่อนขึ้นรถไฟเดินทางกลับ อันเป็นจุดสิ้นสุดของทริปนี้ ที่แม้จะเป็นเพียงทริปสั้นๆ 2 วัน 1 คืน แต่ด้วยความน่าสนใจและมนต์เสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มันก็ทำให้เรานอกจากจะได้รับความประทับใจกลับไปแล้ว ยังได้เชื้อไฟเติมพลังแห่งชีวิตกลับไปอีกด้วย


หอคอยเฉลิมพระเกียรติ เขื่อนป่าสัก เสียค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท และสำหรับผู้สนใจเที่ยวชมทุ่งทานตะวันและท่องเที่ยวในจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี สามารถสอบถามข้อมูลทางการท่องเที่ยวได้ที่ ททท.ลพบุรี(ดูแลพื้นที่สระบุรีด้วย) โทร. 0-3642-2768-9

แหล่งที่มา: ASTV ผู้จัดการ

ภาพที่เมืองโบราณ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: